“สันติภาพ” หรือ “ปล้นขุมทรัพย์โลก”
เมื่อ ส.ว. ลินด์ซีย์ เกรแฮม เปิดวาระซ่อนเร้น…สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ยึดครองแหล่งน้ำมันและจะทำกำไรมหาศาลให้กับอเมริกา”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
หากจะมีคำกล่าวใดที่ลอกคราบอุดมการณ์ทางการเมืองจนเห็นถึงแก่นแท้ของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นถ้อยคำของ ลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสายเหยี่ยวของสหรัฐฯ ที่ระบุถึงสงครามกับอิหร่านไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “เราจะได้ตะวันออกกลางโฉมใหม่ และเราจะทำเงินได้อย่างมหาศาล”
ส.ว. ลินด์ซีย์ เกรแฮม ชี้แนะว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ถูกสร้างขึ้นเพื่อยึดครองแหล่งน้ำมัน เขากล่าวว่า “สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน จะนำมาซึ่งผลกำไรมหาศาลให้กับอเมริกา”
“เมื่อระบอบการปกครองนี้ล่มสลาย เราจะได้ตะวันออกกลางโฉมใหม่ และเราจะทำเงินได้อย่างมหาศาล” เกรแฮม สมาชิกสภานิติบัญญัติสายเหยี่ยวจากรัฐเซาท์แคโรไลนา กล่าวกับ Fox News เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม
ภายใต้ฉากหน้าของความขัดแย้งทางศาสนา อุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือการปราบปรามภัยคุกคาม บทสัมภาษณ์ล่าสุดจากซีกฝั่งการเมืองของสหรัฐฯ ทั้งจากเกรแฮมและอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยให้เห็นถึง “วาระซ่อนเร้น” ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์และการแย่งชิงทรัพยากรอย่างโจ่งแจ้ง
เกรแฮม ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งกับอิหร่าน รวมถึงการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลักพาตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่สำคัญ
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่การปะทะกันด้วยกำลังทหาร แต่คือตัวเลข 31% ที่เกรแฮมกล่าวถึง ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำมันสำรองที่ค้นพบแล้วของโลกรวมกันระหว่างเวเนซุเอลาและอิหร่าน
“เวเนซุเอลาและอิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองถึง 31% ของโลก เรากำลังจะสร้างความร่วมมือที่ครอบครอง 31% ของปริมาณสำรองที่ค้นพบแล้ว นี่คือฝันร้ายของจีน นี่คือการลงทุนที่ดี” เขากล่าวไว้
“เราจะถล่มคนพวกนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง” เกรแฮมกล่าว พร้อมเสริมว่า “จะไม่มีใครกล้าข่มขู่สหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซได้อีก”
เขายังกล่าวอีกว่าอาจเกิดการล่มสลายของผู้นำอิหร่าน “ระบอบการปกครองนี้กำลังอยู่ในช่วงดิ้นรนเฮือกสุดท้าย มันจะต้องคุกเข่า มันกำลังจะล่มสลาย และเมื่อมันล่มสลาย เราจะมีสันติภาพในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน” เขากล่าวเสริม
วาทกรรมของเกรแฮมสะท้อนแนวคิดแบบ “ลัทธิพาณิชย์นิยมใหม่” อย่างชัดเจน โดยมองว่าสงครามและการแทรกแซงทางการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคง แต่เป็นการ “เทคโอเวอร์” ทรัพยากร การระบุถึงตัวเลข 31% ของน้ำมันสำรองโลกรวมกันระหว่างอิหร่านและเวเนซุเอลา เป็นการประเมินความคุ้มค่าของสงครามในรูปแบบของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ประโยคที่ว่า “นี่คือฝันร้ายของจีน” เป็นกุญแจสำคัญที่บ่งบอกว่าเป้าหมายที่แท้จริงอาจไม่ใช่อิหร่านหรือเวเนซุเอลาโดยตรง แต่เป็นการตัดความมั่นคงทางพลังงานของจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ การควบคุมแหล่งพลังงานเหล่านี้ได้ จะทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองเหนือเศรษฐกิจจีนอย่างเบ็ดเสร็จ
นอกเหนือจากการควบคุมทรัพยากร การจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจภายในของรัฐอื่นยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้อย่างเปิดเผย การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจุดยืนว่าตนจะต้อง “มีส่วนร่วม” ในการแต่งตั้งผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นการก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยขั้นสูงสุด เป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การประนีประนอมทางการทูต แต่ต้องการสถาปนาระบอบที่สอดรับกับผลประโยชน์ของวอชิงตันอย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อผนวกกับความพยายามในการควบคุม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภาพของความขัดแย้งนี้จึงยิ่งชัดเจนว่า เป็นปฏิบัติการเพื่อรวบอำนาจผูกขาดทางการค้าและการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมที่จับต้องได้ในเชิงผลประโยชน์ทางธุรกิจและสันติภาพแบบ ”สันติภาพที่กำหนดโดยอเมริกา“ อิหร่านก็ได้โต้กลับด้วยการเปลือยเจตนาที่แท้จริงของชาติตะวันตก ผ่านถ้อยคำของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่า นี่คือแผนการ “แบ่งแยกและปล้นชิง” ทรัพยากร
หลังจากคำกล่าวของเกรแฮม เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้กล่าวหาสหรัฐฯ ว่า
“แผนการของพวกเขานั้นชัดเจน ความพยายามของพวกเขาก็โจ่งแจ้ง พวกเขามีเป้าหมายที่จะแบ่งแยกประเทศของเรา เพื่อยึดครองความมั่งคั่งทางน้ำมันของเราอย่างผิดกฎหมาย” เขากล่าว
จากนั้นเขากล่าวเสริมว่า “วัตถุประสงค์ของพวกเขาคือการละเมิดอำนาจอธิปไตยของเรา เอาชนะประชาชนของเรา และบ่อนทำลายความเป็นมนุษย์ของเรา”
ในการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้กับ Axios ทรัมป์ได้เย้ยหยันแนวคิดที่จะแต่งตั้ง มุจตาบา ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาของเขา (อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี) โดยเรียกเขาว่าเป็นตัวแทนที่ “ยอมรับไม่ได้”
“พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นอ่อนหัด
ผมจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งครั้งนี้ด้วย” ทรัมป์กล่าว
คำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า “ผมจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งครั้งนี้ด้วย” เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางการทูตและอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่นอย่างรุนแรง เป็นการแสดงออกถึงแนวคิดการจัดระเบียบโลกที่สหรัฐฯ มองตนเองเป็นผู้มีอำนาจสถาปนาผู้นำรัฐอื่นได้เบ็ดเสร็จ
วาทกรรมสร้างความชอบธรรมของสหรัฐฯ (ผ่านเกรแฮม) พยายามเชื่อมโยง “การล่มสลายของระบอบเดิม” เข้ากับ “สันติภาพที่แท้จริง” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงทางทหาร ในขณะที่อิหร่านโต้กลับด้วยกรอบคิดเรื่อง “การต่อต้านจักรวรรดินิยม” โดยชี้ให้เห็นว่าข้ออ้างเรื่องสันติภาพเป็นเพียงเปลือกนอกของการปล้นทรัพยากรและการแบ่งแยกดินแดน
สงครามวาทกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐมหาอำนาจไม่จำเป็นต้องปิดบังเจตนาในการทำสงครามเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ตราบใดที่พวกเขายังสามารถเคลือบแคลงมันไว้ด้วยคำว่า “การจัดระเบียบโลกใหม่”
ฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ภาษาก้าวร้าวและอิงกับธุรกิจ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่พุ่งเป้าไปที่ฐานเสียงในประเทศให้เห็นถึง “ผลประโยชน์” ที่จับต้องได้
วิกฤตการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาค แต่คือ “สงครามชิงทรัพยากร“ แห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีน้ำมันเป็นเดิมพัน มีช่องแคบฮอร์มุซเป็นสมรภูมิ และมีโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเป็นเดิมพันสูงสุด โดยใช้น้ำมันเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์เพื่อกดดันจีนและสร้างความมั่งคั่งให้ฝ่ายชนะ นี่คือการลงทุนครั้งใหญ่ของกลุ่มทุนอำนาจนิยม ที่ผลกำไรอาจต้องแลกมาด้วยความสูญเสียของมนุษยชาติและอำนาจอธิปไตยของรัฐชาติที่อ่อนแอกว่า
จากตะวันออกกลางถึงอุษาคเนย์: โมเดลการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ซ่อนรูป
เมื่อถอดรหัสยุทธศาสตร์การแทรกแซงจากตะวันออกกลางแล้ว มองย้อนกลับมาที่บริบทของประเทศไทย จะพบว่า “วาระซ่อนเร้น” ของมหาอำนาจอาจไม่ได้แตกต่างกันในเชิงเป้าหมาย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการคุกคามทางทหาร มาเป็นการทำสงครามตัวแทนทางความคิด
ความพยายามในการสนับสนุนและให้พื้นที่กับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างขบวนการพรรคและพวกสามนิ้ว โดยพุ่งเป้าไปที่การเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงและศูนย์รวมจิตใจของชาติ ย่อมถูกตั้งข้อสังเกตในมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ว่า นี่อาจไม่ใช่ความปรารถนาดีในการส่งเสริมประชาธิปไตยตามที่กล่าวอ้าง ทว่าคือความพยายามในการ “รื้อถอนและจัดระเบียบ” โครงสร้างอำนาจของไทยใหม่
เป้าหมายสูงสุดของเกมนี้ คือการทำให้รัฐไทยอ่อนแอลง แตกแยกจากภายใน และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่พร้อมโอนอ่อนผ่อนตาม ให้อยู่ภายใต้ร่มเงาการควบคุมของสหรัฐฯ อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อใช้ไทยเป็นฐานหมากรุกในการรักษาผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และต้านทานอิทธิพลของจีน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฮุบบ่อน้ำมันในอิหร่าน หรือการแทรกแซงการเมืองภายในของไทย ทุกวาทกรรมอันสวยหรูล้วนเป็นเพียงฉากบังหน้าของลัทธิจักรวรรดินิยมยุคใหม่ ที่มุ่งตักตวงผลประโยชน์แห่งชาติของตนบนความสูญเสียอธิปไตยของประเทศอื่นทั้งสิ้น