Screenshot
ราชทัณฑ์ปันสุข”พระเมตตาที่ไปถึงคนหลังเรือนจำ“
ใครคือคนที่คิดช่วยเหลือเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จริงและใครเพียงนำคำนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง?
บทความชุด “พระราชกรณียกิจที่ไปถึงคนซึ่งสังคมมองไม่เห็น” ตอนที่ 1
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ในขณะที่บางฝ่ายผูกขาดคำว่า “สิทธิมนุษยชน” ไว้ใช้เป็นอาวุธโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับนำหลักสิทธิมนุษยชนไปทำให้เกิดขึ้นจริงกับคนที่ถูกสังคมลืม แม้กระทั่งคนที่กำลังรับโทษอยู่หลังกำแพงเรือนจำ
ผู้ต้องขังถูกจำกัดเสรีภาพตามคำพิพากษา แต่การรับโทษไม่ได้หมายความว่าเขาสูญเสียสิทธิทุกอย่างไปพร้อมกัน
อำนาจของกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ลงโทษตามกฎหมาย แต่ไม่มีสิทธิพรากความเป็นมนุษย์ออกจากผู้ต้องขัง
จุดนี้ทำให้พระราชกรณียกิจมีความหมายมากกว่าความเมตตาส่วนบุคคล เพราะเป็นการยืนยันหลักการว่า แม้คนที่ทำผิดก็ยังเป็นมนุษย์ และระบบที่มีอำนาจเหนือเขายิ่งต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าปกติ
▍ นี่คือการพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยไม่ต้องใช้ภาษาการเมืองแบบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ผู้ต้องขังคือคนที่สูญเสียอิสรภาพและแทบไม่มีอำนาจเรียกร้อง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับทรงเลือกให้พระราชดำริไปถึงคนกลุ่มนี้
ฝ่ายที่โจมตีสถาบันมักวางคู่ตรงข้ามว่า
พระมหากษัตริย์ = อำนาจและอภิสิทธิ์
ประชาชน = ผู้ถูกกดทับและไร้ความเท่าเทียม
แต่ราชทัณฑ์ปันสุขทำให้ภาพคู่ตรงข้ามดังกล่าวไม่สามารถอธิบายความจริงทั้งหมดได้ เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากพระราชดำริคือ “ผู้ต้องขัง” ซึ่งอยู่ในสถานะที่ห่างไกลจากคำว่าอภิสิทธิ์มากที่สุด
ผู้ต้องขังอาจถูกจำกัดเสรีภาพตามคำพิพากษา แต่ไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาล
พระราชกรณียกิจนี้วางหลักคิดสำคัญว่า ความเมตตาและความยุติธรรมสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ การลงโทษผู้กระทำผิดไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทอดทิ้งเขาให้เจ็บป่วยหรือตายอยู่หลังกำแพง
พระเมตตาที่ไม่เลือกสถานะ
เมื่อพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 10 ไปถึงคนหลังเรือนจำ
▍ นักโทษอาจสูญเสียอิสรภาพ แต่ไม่ควรสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
โครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข” มุ่งให้ผู้ต้องขังเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม รวมถึงเชื่อมเรือนจำเข้ากับโรงพยาบาลแม่ข่าย จัดหาเครื่องมือแพทย์ และพัฒนาระบบดูแลสุขภาพภายในเรือนจำ เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาคนขณะต้องโทษ แต่รวมถึงการทำให้ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมด้วยสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้นด้วย
เป้าหมายอย่างเป็นทางการของโครงการคือยกระดับการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังให้ได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมกับบุคคลภายนอก ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู สุขภาพจิต อุปกรณ์การแพทย์ และระบบโรงพยาบาลแม่ข่าย โดยมีเป้าหมาย “คืนคนสุขภาพดีสู่สังคม”
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ พระราชกรณียกิจนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้ต้องขังได้กระทำผิด แต่แยกสองเรื่องออกจากกันอย่างชัดเจนว่าเขาต้องรับโทษจากการกระทำของตน แต่เขาไม่ควรถูกลงโทษเพิ่มเติมด้วยความเจ็บป่วย การถูกทอดทิ้ง หรือการสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
หลักคิดนี้สอดคล้องกับหลักสากลอย่าง Nelson Mandela Rules ของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้ผู้ต้องขังทุกคนได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพต่อศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
พระมหากรุณาธิคุณมิได้วัดจากว่าผู้รับความช่วยเหลือมีสถานะสูงหรือต่ำ เป็นคนที่สังคมชื่นชมหรือรังเกียจ แต่อยู่ที่ว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งไม่ควรถูกทอดทิ้ง
พระราชกรณียกิจเหล่านี้อาจยังไม่สามารถได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้หมดไป แต่พระองค์ทรงวางแนวทาง สร้างกลไก และกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ หันไปมองประชาชนที่ระบบปกติเข้าไม่ถึง
▍ การใช้ “พระราชอำนาจที่มองเห็นมนุษย์ แม้ในคนที่สังคมมองเห็นเพียงนักโทษ”
อำนาจไม่ได้มีเพียงด้านการควบคุมหรือการบังคับ อำนาจยังสามารถใช้เพื่อเปิดประตูของระบบราชการให้ไปถึงผู้ที่ไม่มีเสียงและไม่มีความสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้
ผู้ต้องขังไม่สามารถจัดการชุมนุมเรียกร้องบริการสุขภาพได้อย่างประชาชนทั่วไป ไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลหรือเดินทางไปพบแพทย์ได้เอง และไม่มีอำนาจต่อรองกับระบบราชทัณฑ์ ความเสมอภาคจึงไม่ใช่การปล่อยให้ทุกคนช่วยตัวเองอย่างเท่ากัน แต่คือการสร้างกลไกเพิ่มเติมให้คนที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานได้จริง
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
ความเท่าเทียมในถ้อยคำ
กับความเท่าเทียมที่ถูกทำให้เกิดขึ้นผ่านระบบ
ณ ข้อมูลที่เผยแพร่ในปี 2568 เครือข่ายบริการครอบคลุม 76 จังหวัด มีโรงพยาบาลแม่ข่าย 112 แห่ง และเรือนจำ ทัณฑสถาน หรือสถานกักขัง 143 แห่ง แสดงว่าโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การพระราชทานสิ่งของเป็นครั้งคราว แต่ถูกพัฒนาเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาล และเรือนจำทั่วประเทศ
▍ บางคนอาจคิดว่า นักโทษทำผิดเอง ทำไมต้องใช้งบประมาณดูแล
แต่เรือนจำไม่ใช่พื้นที่ปิดที่แยกขาดจากสังคมโดยสมบูรณ์ ดังนั้นโรคติดต่อในเรือนจำจึงสามารถแพร่กลับออกมาสู่ชุมชนได้ เพราะฉะนั้นสุขภาพของผู้ต้องขังไม่ใช่เรื่องของนักโทษเท่านั้น
เพราะหากละเลยสุขภาพของผู้ต้องขัง สุดท้ายต้นทุนจะกลับมาอยู่ที่สังคม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ปัญหาครอบครัว การว่างงาน การติดยา และโอกาสกระทำผิดซ้ำ
ผู้ต้องขังไม่ได้อยู่ในเรือนจำตลอดชีวิตทุกคน วันหนึ่งคนส่วนใหญ่จะกลับมาอยู่ในชุมชน การรักษาโรคติดต่อ สุขภาพจิต หรือการติดยา จึงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องขังเท่านั้น แต่เป็นการปกป้องครอบครัว ชุมชน และสังคมที่เขาจะกลับไปอยู่ด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือน “เมตตาต่อนักโทษ” ในระยะสั้น ที่จริงคือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของสังคมในระยะยาวด้วย
▍ ข้อกล่าวหาเรื่อง “ภาษีประชาชน”
การพูดถึงงบประมาณโดยตัดพระราชกรณียกิจออกจากภาพทั้งหมด คือการนับเฉพาะสิ่งที่ระบบใช้จ่าย แต่จงใจไม่นับคุณค่าหรือกลไกสาธารณะที่พระราชดำริผลักดันให้เกิดขึ้น
ซึ่งโครงการนี้ทำให้หน่วยงานหลายส่วนต้องเชื่อมระบบสุขภาพผู้ต้องขัง พัฒนาบุคลากร จัดหาอุปกรณ์ ตรวจคัดกรองโรค ดูแลสุขภาพจิต และเตรียมคนก่อนกลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่เพียงการแจกของหรือจัดพิธี
▍ ข้อกล่าวหาเรื่อง “พระมหากษัตริย์กดทับศักดิ์ศรีประชาชน”
ผู้ที่กล่าวหาว่าพระมหากษัตริย์ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาจต้องอธิบายว่า เหตุใดพระราชดำริของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้จึงมุ่งนำการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมไปถึงคนที่ถูกจำกัดเสรีภาพและถูกสังคมทอดทิ้งมากที่สุด
อย่างน้อยที่สุด พระราชกรณียกิจนี้พิสูจน์ว่า ภาพของพระมหากษัตริย์ผู้ดำรงอยู่ด้วยการกดทับประชาชนเพียงด้านเดียว เป็นภาพที่จงใจตัดข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งออกไป
เครื่องวัดความเป็นมนุษย์ของสังคม ไม่ได้อยู่ที่เราปฏิบัติต่อคนที่เรารักอย่างไร แต่อยู่ที่เราปฏิบัติต่อคนที่สังคมไม่รักอย่างไร
และพระราชกรณียกิจราชทัณฑ์ปันสุขได้แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ต้องขังจะต้องสูญเสียอิสรภาพตามคำพิพากษา แต่เขาไม่ควรถูกพรากสิทธิในการรักษา ความหวังในการเริ่มต้นใหม่ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไปด้วย
เหตุใดพระราชกรณียกิจที่คุ้มครองศักดิ์ศรีของผู้ต้องขัง จึงแทบไม่ถูกนำมาเล่าในวาทกรรมที่กล่าวว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศัตรูกับสิทธิมนุษยชน
▍ ผู้ต้องขังเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลังทางการเมืองมากนัก
พวกเขาไม่ใช่ฐานเสียงที่นักการเมืองจำเป็นต้องเอาใจ ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีพื้นที่สื่อ และข้อเรียกร้องของพวกเขามักไม่ได้รับความสนใจจากสังคม
เมื่อพระราชดำริเข้าไปผลักดันเรื่องสุขภาพผู้ต้องขัง จึงเกิดผลที่มากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เพราะทำให้หน่วยงานด้านราชทัณฑ์ สาธารณสุข โรงพยาบาล และระบบหลักประกันสุขภาพต้องเชื่อมโยงการทำงานเข้าหากัน
ผู้ต้องขังไม่มีอำนาจเรียกร้องให้ระบบเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเอง แต่พระราชดำริทำให้ระบบที่เคยมองไม่เห็นพวกเขาต้องหันกลับมามอง
นี่เป็นข้อเท็จจริงที่มีพลังมากกว่าการกล่าวเพียงว่า “ทรงมีพระเมตตา” เพราะแสดงให้เห็นกลไกการทำงานของสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางปฏิบัติ
▍ ใครผูกขาดคำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ในสังคมที่พูดถึงสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่แทบไม่มีอำนาจเรียกร้องสิทธิของตนเอง นั่นคือผู้ต้องขังหลังกำแพงเรือนจำ
ราชทัณฑ์ปันสุข” ไม่ได้เพียงนำการรักษาพยาบาลเข้าไปในเรือนจำ แต่เปลี่ยนความหมายของผู้ต้องขังจากคนที่ถูกระบบนำไปซ่อนไว้หลังกำแพง ให้กลับมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ระบบมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ
คุณค่าของพระราชกรณียกิจนี้ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนอุปกรณ์หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่หลักคิดว่า คนคนหนึ่งอาจถูกลงโทษตามกฎหมายได้ แต่ไม่มีอำนาจใดควรลงโทษเขาด้วยการพรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปด้วย
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของพระเมตตา แต่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจเพื่อทำให้คนที่ไม่มีอำนาจได้รับการมองเห็นจากระบบอีกครั้ง
ใครคือคนที่คิดช่วยเหลือเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จริง และใครเพียงนำคำนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง