Screenshot
โจชัว หว่อง “รับสารภาพ” ในข้อหาสมคบกับต่างชาติ
จากโจชัว หว่อง ถึง วอชิงตัน กับเครือข่าย ‘แนวรบระหว่างประเทศ’
ของขบวนประชาธิปไตยฮ่องกง
และคำถามต่อมาคือ
ฮ่องกงสอนอะไรประเทศไทย?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
โจชัว หว่อง “รับสารภาพ” ในข้อหาสมคบกับต่างชาติเพื่อกระทบความมั่นคงแห่งชาติ และข้อหานี้ “มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต” แต่ศาลยังเลื่อนการกำหนดโทษออกไปโดยยังไม่ได้ระบุวันตัดสินโทษ
โจชัว หว่อง วัย 29 ปี ให้การรับสารภาพต่อศาลสูงฮ่องกงในข้อหา “สมคบกับกองกำลังหรือองค์ประกอบต่างชาติเพื่อกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ” ตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง หรือ NSL โดยคดีนี้เป็นคดีความมั่นคงคดีที่สองของเขา
ข้อกล่าวหาหลักอยู่ที่ช่วง 1 กรกฎาคม–23 พฤศจิกายน 2020 คือหลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลใช้บังคับแล้โดยอัยการกล่าวหาว่า หว่องร่วมกับ นาธาน ลอว์ (Nathan Law) ซึ่งขณะนี้อยู่ต่างประเทศ และบุคคลอื่น ๆ ผลักดันให้รัฐบาล องค์กร และบุคคลภายนอกจีนใช้ “มาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อม หรือมาตรการที่เป็นปฏิปักษ์” ต่อรัฐบาลจีนและฮ่องกง
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมาตรา 29 ของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติระบุไว้โดยตรงว่า การขอให้ต่างประเทศหรือองค์กรภายนอก “impose sanctions or blockade, or engage in other hostile activities” ต่อฮ่องกงหรือสาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถเข้าองค์ประกอบความผิดได้ กฎหมายกำหนดโทษกรณีทั่วไปจำคุก 3–10 ปี แต่หากศาลเห็นว่าเป็นความผิด “of a grave nature” หรือมีลักษณะร้ายแรง โทษคือจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น “โทษสูงสุดตลอดชีวิต” เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าหว่องจะถูกจำคุกตลอดชีวิตโดยอัตโนมัติจากการรับสารภาพครั้งนี้
สิ่งที่อัยการนำเสนอวันนี้น่าสนใจมาก เพราะคดีไม่ได้เกิดจากการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พยายามสร้างภาพว่าเป็น “ยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง” ของกลุ่มนักเคลื่อนไหว
ก่อนกฎหมาย NSL มีผล หว่อง นาธาน ลอว์ และเครือข่าย Demosisto เคยเดินสายต่างประเทศ พบและล็อบบี้นักการเมืองต่างชาติ รวมทั้งนักการเมืองสหรัฐฯ เช่น Nancy Pelosi และ Marco Rubio และผลักดันให้ต่างประเทศใช้มาตรการกดดันจีนและรัฐบาลฮ่องกง อัยการเรียกแนวทางนี้ว่า “International Battlefront” หรือแนวรบระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ต้องแยกให้ถูกต้อง การพบหรือการล็อบบี้ที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมาย NSL ใช้บังคับ เป็นส่วนหนึ่งของ “ภูมิหลัง” ที่อัยการนำมาอธิบายเจตนาและความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์ แต่ช่วงเวลาที่ระบุในข้อหาครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2020 เป็นต้นไป ไม่ใช่การเอากฎหมายใหม่ย้อนหลังไปลงโทษการพบ Pelosi หรือ Rubio ในอดีตโดยตรง
หลัง NSL มีผลใช้บังคับ Demosisto ประกาศยุบพรรค และนาธาน ลอว์ออกจากฮ่องกง แต่ฝ่ายอัยการระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวยังคงดำเนินกิจกรรมในต่างประเทศ ขณะที่หว่องซึ่งยังอยู่ในฮ่องกงสนับสนุนผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย เช่น แชร์ข้อความและคำร้องของลอว์เพื่อเรียกร้องแรงกดดันจากต่างประเทศ
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือเรื่องบริษัทเทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลจากอิสราเอล หว่องสนับสนุนคำร้องเรียกร้องให้บริษัทที่ให้เทคโนโลยีแก่ตำรวจฮ่องกงยุติความร่วมมือ ภายหลังบริษัทหนึ่งประกาศหยุดขายผลิตภัณฑ์ด้าน digital intelligence ให้ลูกค้าในฮ่องกงและจีน อัยการใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานว่ากิจกรรมไม่ได้หยุดอยู่เพียง “การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” แต่มีเป้าหมายให้หน่วยงานหรือบริษัทภายนอกดำเนินมาตรการต่อฮ่องกงและจีนจริง
South China Morning Post รายงานเพิ่มเติมว่า หว่องยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ธุรกิจต่างชาติหลีกเลี่ยงการลงทุนในจีน และการผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยียุติการให้บริการแก่ตำรวจฮ่องกง รวมทั้งการร่วมกับนาธาน ลอว์และคนอื่นเพื่อแสวงหาแรงสนับสนุนจากต่างประเทศในการกดดันปักกิ่งให้ยกเลิกกฎหมายความมั่นคงและให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ฮ่องกงมากขึ้น
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ วันนี้หว่องไม่ได้ต่อสู้ว่า “สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น” เมื่ออัยการอ่านรายละเอียดข้อเท็จจริงต่อศาล เขายืนยันว่าตนเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงดังกล่าว และรับสารภาพ
ส่วนเรื่องโทษ ทนายของหว่องพยายามอย่างมากไม่ให้ศาลจัดคดีนี้อยู่ในกลุ่ม “ร้ายแรง” ที่เปิดทางไปสู่โทษ 10 ปีขึ้นไปหรือจำคุกตลอดชีวิต ฝ่ายจำเลยเสนอว่าพฤติการณ์ของหว่องเบากว่าคดี Jimmy Lai และขอให้ศาลพิจารณาโทษให้อยู่ในกรอบ 3–10 ปี พร้อมลดโทษจากการรับสารภาพ ทนายชี้ด้วยว่าหว่องถูกจำคุกมาเกือบหกปีแล้ว ได้มีเวลาทบทวนการกระทำของตัวเอง และหวังว่าจะออกไปดูแลพ่อแม่ที่สูงวัย
เหตุที่เรื่องนี้มีความสำคัญมากก็คือ หว่องกำลังจะพ้นโทษเดิมอยู่แล้ว
คดีเดิมคือ “Hong Kong 47” เกี่ยวกับการจัดไพรมารีของฝ่ายค้านในปี 2020 เขารับสารภาพฐานสมคบกันบ่อนทำลายอำนาจรัฐ และถูกตัดสินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ให้จำคุก 4 ปี 8 เดือน เดิมเขามีกำหนดพ้นโทษประมาณเดือนมกราคม 2027 แต่ระหว่างรับโทษอยู่ในเรือนจำ ตำรวจความมั่นคงแห่งชาติเข้าแจ้งข้อหาใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ทำให้แม้โทษคดีแรกกำลังจะหมด เขาก็อาจต้องอยู่ในเรือนจำต่อไปอีกหลายปี
วันนี้ศาลยังไม่ได้พิพากษาโทษ การพิจารณาใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ก่อนศาลเลื่อนการลงโทษออกไปโดยยังไม่กำหนดวัน ผู้พิพากษาบอกว่าจะตัดสิน “โดยเร็วที่สุด”
ถ้ามองในเชิงการเมือง คดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าคำถามว่า “จีนจับนักประชาธิปไตย” หรือ “โจชัว หว่องผิดกฎหมาย” อย่างเดียว
ประเด็นจริงคือ เส้นแบ่งระหว่าง “การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจากประชาคมระหว่างประเทศ” กับ “การชักชวนต่างชาติให้ใช้มาตรการบีบบังคับประเทศของตนเอง” อยู่ตรงไหน
ฝ่ายหว่องและผู้สนับสนุนมองว่าการล็อบบี้นานาชาติเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงออก ขณะที่รัฐบาลจีนและฮ่องกงตอบว่าเสรีภาพในการพูดไม่ควรถูกนำไปปะปนกับการเรียกร้องให้ต่างชาติ “คว่ำบาตรประเทศของตน” และกฎหมายมาตรา 29 เขียนห้ามพฤติกรรมประเภทนั้นไว้อย่างชัดเจน
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ เครือข่ายโจชัว หว่อง–นาธาน ลอว์–Demosistō มี “ยุทธศาสตร์แนวรบระหว่างประเทศ” จริง และไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขอให้ต่างชาติออกแถลงการณ์สนับสนุนประชาธิปไตย แต่มีการล็อบบี้นักการเมืองต่างประเทศ สนับสนุนกฎหมายของสหรัฐฯ ที่มีมาตรการลงโทษ เรียกร้องให้จำกัดการส่งอุปกรณ์ให้ตำรวจฮ่องกง และต่อมาหลังมีกฎหมายความมั่นคงก็ยังมีการรณรงค์ให้บริษัทต่างชาติหยุดทำธุรกิจกับหน่วยงานฮ่องกงบางแห่ง เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวหาของปักกิ่งอีกต่อไป เพราะหลายส่วนมีเอกสารสภาสหรัฐฯ รองรับ และบางส่วนอยู่ใน “ข้อเท็จจริงที่ตกลงกัน” ในคดีที่หว่องเพิ่งรับสารภาพวันนี้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลักฐานที่ผมหาได้ ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า “สหรัฐฯ/NED เป็นผู้สร้างหรือสั่งการการประท้วงฮ่องกง” หรือว่า “โจชัว หว่องรับเงิน NED โดยตรง” สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากเรื่องการล็อบบี้ต่างชาติที่พิสูจน์ได้ค่อนข้างชัด
จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่ปี 2019 แต่ย้อนกลับไปอย่างน้อยปี 2016
ตามข้อเท็จจริงที่อัยการนำเสนอต่อศาลและหว่องยอมรับในคดีล่าสุด หว่องกับนาธาน ลอว์ตกลงกันตั้งแต่การก่อตั้ง Demosistō ในปี 2016 ว่าจะใช้ “international lobbying” เป็นเครื่องมือผลักดันเป้าหมายทางการเมือง ก่อนกฎหมายความมั่นคงปี 2020 ทั้งสองเดินทางต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ และติดต่อฝ่ายการเมืองต่างประเทศหลายครั้ง
ตรงนี้ต้องระวังคำว่า “แบ่งแยกดินแดน” ด้วย เดิม Demosistō เสนอ “democratic self-determination” และต้องการให้ประชาชนฮ่องกงมีสิทธิกำหนดอนาคตหลังปี 2047 ผ่านกระบวนการประชามติ ซึ่งทำให้ฝ่ายปักกิ่งตีความว่าปูทางไปสู่เอกราช แต่ self-determination ไม่ได้เท่ากับประกาศเอกราชโดยอัตโนมัติ และในเดือนมกราคม 2020 Demosistō เอาแนวคิด self-determination ออกจากแถลงการณ์พรรค เปลี่ยนมาเป็นการส่งเสริม “democratic and progressive values”
ปี 2017 เราเห็นหลักฐานว่าหว่องกำลังสร้างแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบแล้ว
เขาให้สัมภาษณ์ในเวลานั้นตรง ๆ ว่า การสนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกงควรเป็นฉันทามติสองพรรคในรัฐสภาสหรัฐฯ และกล่าวถึง Hong Kong Human Rights and Democracy Act ว่าเป็น “ขั้นแรก” ที่ต้องการเห็นผ่านสภา
แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการเขียนอย่างแม่นยำ: กฎหมายนี้ไม่ใช่สิ่งที่ Joshua Wong คิดขึ้นหรือไปสั่งให้สหรัฐฯ เขียนให้
Christopher Smith สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุใน Congressional Record ว่า ต้นกำเนิดของกฎหมายย้อนกลับไปถึงปี 2014 หลังเขาพบ Martin Lee และ Anson Chan และเขาเสนอร่างนี้มาหลายสมัยของสภาก่อนปี 2019 แล้ว
ดังนั้นคำที่ถูกต้องกว่าคือ
หว่องและเครือข่ายไม่ได้สร้างกฎหมายนี้ แต่เข้าไปล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้กฎหมายที่มีอยู่แล้วผ่านสภา
และเรามีหลักฐานตรง ๆ ยืนยันเรื่องนี้
วันที่ 17 กันยายน 2019 หว่องไปให้การต่อ Congressional-Executive Commission on China ซึ่งมี Jim McGovern เป็นประธานและ Marco Rubio เป็นประธานร่วม เขากล่าวสนับสนุน PROTECT Hong Kong Act และบอกว่าการสนับสนุน Hong Kong Human Rights and Democracy Act จากภาคประชาสังคมฮ่องกงเป็นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ “ควรรับรู้”
วันรุ่งขึ้น 18 กันยายน Nancy Pelosi จัดงานที่ Capitol Hill ให้ Joshua Wong, Nathan Law, Denise Ho และคนอื่นขึ้นเวทีร่วมกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อผลักดันกฎหมายดังกล่าว ที่น่าสนใจมากคือ Jeffrey Ngo สมาชิก Demosistō พูดต่อหน้าที่ประชุมว่า พวกเขา “have been working hard with this bill in order to get it passed” เป็นคำยืนยันจากคนใน Demosistō เองว่ากำลังทำงานผลักดันร่างกฎหมายนี้
นี่ไม่ใช่ “การพบปะเชิงสัญลักษณ์” อย่างเดียวแล้วครับ แต่เป็น lobbying ในความหมายธรรมดาของคำอย่างชัดเจน
เครือข่ายการเมืองสหรัฐฯ ที่ปรากฏขึ้นรอบตัวพวกเขาก็น่าสนใจ
ฝั่งรีพับลิกันมี Marco Rubio, Jim Risch, Chris Smith, Ted Cruz และคนอื่น ส่วนฝั่งเดโมแครตมี Nancy Pelosi, Jim McGovern, Bob Menendez ฯลฯ
นั่นทำให้ประเด็นฮ่องกงต่างจากหลายเรื่องในวอชิงตัน เพราะมันเป็นเรื่องที่ได้รับการสนับสนุนจากสองพรรคอย่างมาก
ผลคือวุฒิสภาผ่าน Hong Kong Human Rights and Democracy Act แบบ unanimous consent วันที่ 19 พฤศจิกายน 2019 และสภาผู้แทนฯ ผ่านวันรุ่งขึ้น 417 ต่อ 1 ก่อน Donald Trump ลงนามวันที่ 27 พฤศจิกายน
กฎหมายไม่ได้แค่ “ประกาศสนับสนุนประชาธิปไตย”
มันกำหนดให้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินทุกปีว่าฮ่องกงยังมีอิสระเพียงพอที่จะได้รับสถานะพิเศษภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ หรือไม่ และเปิดช่องให้ใช้มาตรการลงโทษกับบุคคลที่ถูกมองว่าทำลายสิทธิและเสรีภาพของฮ่องกง
หลัง Trump ลงนาม หว่องประกาศว่าฝ่ายผู้ประท้วงจะรวบรวมหลักฐานการละเมิดสิทธิเพื่อส่งให้วอชิงตันพิจารณาตามกฎหมายใหม่ด้วย
ตรงนี้เป็นจุดที่ผมคิดว่าสำคัญมากในเชิง “อ่านเกมอำนาจ” เพราะแสดงให้เห็นว่าการล็อบบี้ไม่ได้จบที่ “ช่วยพูดให้เราหน่อย” แต่มีความพยายามสร้าง กลไกทางกฎหมายของต่างประเทศที่สามารถสร้างต้นทุนจริงให้เจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกง
และไม่ได้มีแต่สหรัฐฯ
กันยายน 2019 Joshua Wong เดินทางไปเยอรมนี พบ Heiko Maas รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี และเรียกร้องให้เยอรมนีหยุดส่งอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนให้ตำรวจฮ่องกง รวมทั้งพูดถึงการใช้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนเป็นเครื่องมือกดดันด้านสิทธิมนุษยชน
รัฐสภายุโรปในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันก็มีมติเรียกร้องให้ควบคุมหรือยุติการส่งอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่อาจถูกใช้ในฮ่องกง
เพราะฉะนั้นคำว่า “international front” ที่ปรากฏในคดีล่าสุด ไม่ได้เป็นศัพท์ที่ไม่มีเนื้อหาอยู่ข้างหลัง
แล้วมีการติดต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยตรงในฮ่องกงหรือไม่?
6 สิงหาคม 2019 Joshua Wong, Nathan Law และสมาชิก Demosistō พบ Julie Eadeh หัวหน้าฝ่ายการเมืองของสถานกงสุลสหรัฐฯ ในฮ่องกง เรื่องนี้มีภาพและได้รับการยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง
จีนเรียกการพบดังกล่าวว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตอบว่าเป็นเรื่องปกติที่นักการทูตจะพบผู้คนจากหลาย
ดังนั้นข้อเท็จจริงคือ “พบกันจริง”
แต่สิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่เพียงพอคือ “พบกันเพื่อสั่งการการประท้วง”
หลัง 30 มิถุนายน 2020 สถานการณ์เปลี่ยนระดับ
จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ Demosistō ยุบพรรคทันที Nathan Law ออกจากฮ่องกง ส่วน Joshua Wong ยังอยู่ในฮ่องกง
วันรุ่งขึ้น 1 กรกฎาคม Nathan Law ให้การผ่านวิดีโอต่อ House Foreign Affairs Committee ของสหรัฐฯ และจบคำให้การด้วยแนวคิดว่า นักเคลื่อนไหวฮ่องกงจะต้อง “continue to speak up and advocate for our cause on the international stage” หรือเดินหน้าผลักดันประเด็นฮ่องกงในเวทีระหว่างประเทศต่อไป
น่าสนใจตรงที่นี่เกิดขึ้น หลัง NSL มีผลแล้ว
และนั่นคือช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อคดีปัจจุบันมากที่สุด เพราะข้อหาของหว่องไม่ได้ครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมดตั้งแต่ 2016 แต่เจาะช่วง 1 กรกฎาคม–23 พฤศจิกายน 2020 หลังมีกฎหมายความมั่นคงแล้ว
ตามข้อเท็จจริงในศาล รูปแบบการทำงานหลังจากนั้นคือ Law ทำงานอยู่ต่างประเทศ ขณะที่ Wong ช่วยขยายและสนับสนุน “international front” จากฮ่องกงผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย
ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดคือ Cellebrite
Nathan Law เปิดคำร้องออนไลน์ให้บริษัท Cellebrite ของอิสราเอลยุติการขายเทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลแก่ตำรวจฮ่องกง หลังมีรายงานว่าเทคโนโลยีของบริษัทถูกใช้เปิดโทรศัพท์ของผู้ถูกจับ รวมถึงของ Joshua Wong เอง Wong ช่วยประชาสัมพันธ์คำร้องดังกล่าวในวันที่ 18 กรกฎาคม 2020 และคำร้องมีผู้ลงชื่อหลายหมื่นคน
ต่อมาบริษัทหยุดจัดหาผลิตภัณฑ์ให้ฮ่องกงตามข้อมูลที่อัยการนำเสนอต่อศาล แต่ควรเขียนว่า “เกิดขึ้นภายหลังการรณรงค์” มากกว่าจะสรุปว่า “เพราะ Wong คนเดียวบริษัทจึงหยุด” เพราะเราไม่สามารถพิสูจน์เหตุและผลแบบนั้นได้จากหลักฐานที่มี
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เพิ่มระดับมาตรการอย่างรวดเร็ว
1 กรกฎาคม 2020 สภาผู้แทนฯ ผ่าน Hong Kong Autonomy Act
2 กรกฎาคม วุฒิสภาผ่าน
14 กรกฎาคม Trump ลงนาม
7 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกง 11 คน รวม Carrie Lam, John Lee, Chris Tang และคนอื่น
กฎหมาย Hong Kong Autonomy Act ยังไปไกลกว่าเดิม เพราะไม่เพียงเปิดทางลงโทษเจ้าหน้าที่ แต่สามารถลงโทษสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมสำคัญกับบุคคลเหล่านั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ผมจะไม่เขียนว่า
“Nathan Law ไปพูดต่อสภาวันที่ 1 กรกฎาคม แล้วสภาจึงออกกฎหมาย”
เพราะร่างกฎหมายและการผลักดันมีมาก่อนหน้านั้น การปรากฏตัวของ Law เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย advocacy ที่กว้างกว่า ไม่ใช่หลักฐานว่าเขาเป็นผู้สั่งให้ออกกฎหมาย
นี่เป็นความแตกต่างระหว่าง ความสัมพันธ์เชิงเวลา กับ ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล
ส่วนเรื่องที่น่าสนใจมากที่สุดคือ NED | National Endowment for Democracy
ตรงนี้ผมพบหลักฐานสองชั้นที่ต้องแยกกัน
ชั้นแรก ยืนยันได้แน่นอนว่า NED มีความสัมพันธ์กับขบวนประชาธิปไตยฮ่องกงมานาน และให้เงินสนับสนุนโครงการภาคประชาสังคมในฮ่องกงจริง
NED เองยอมรับว่าเคยให้ทุนโครงการในฮ่องกง เช่น ปี 2013 รวมประมาณ 695,000 ดอลลาร์ และบอกว่าโครงการมุ่งเรื่องธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง และสิทธิมนุษยชน
Nathan Law ยังปรากฏตัวในงาน NED ที่วอชิงตันเดือนพฤษภาคม 2019 ร่วมกับ Martin Lee และ Lee Cheuk-yan เพื่อพูดเรื่อง “New Threats to Civil Society and the Rule of Law in Hong Kong” ก่อนการประท้วงครั้งใหญ่จะปะทุเต็มรูปแบบ
ดังนั้นถ้าพูดว่า
“นักเคลื่อนไหวฮ่องกงมีเครือข่ายและความสัมพันธ์กับ NED”
นี่มีหลักฐานรองรับ
กระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวหาโดยตรงว่า Demosistō และกลุ่มอื่นรับเงิน NED และ NED มีบทบาทเบื้องหลังการประท้วง
ขณะที่ NED ยอมรับว่าตนให้ทุนองค์กรในฮ่องกง แต่ปฏิเสธตรง ๆ ว่าไม่ได้ให้เงินเพื่อจัดหรือสนับสนุนการประท้วง และเจ้าหน้าที่ของ NED ไม่ได้มีบทบาทจัดการเหตุการณ์บนถนน
ยิ่งกว่านั้น รายงาน Amnesty ก่อนหน้านั้นบันทึกว่า Demosistō มีปัญหาถึงขั้นไม่สามารถจดทะเบียนบริษัทและเปิดบัญชีธนาคารในนามพรรคได้ ต้องอาศัยบัญชีส่วนตัวของสมาชิกสำหรับรับเงินบริจาค ซึ่งอย่างน้อยทำให้ภาพว่า “มีบัญชีองค์กรรับเงินจากต่างประเทศง่าย ๆ” ไม่ตรงไปตรงมาเท่าที่บางคำกล่าวหาเสนอไว้
การล็อบบี้ การผลักดันมาตรการต่างประเทศ และการรณรงค์ให้ต่างชาติใช้แรงกดดันต่อจีนเกิดขึ้นจริง และ Wong รับสารภาพต่อข้อหาที่ตั้งอยู่บนกิจกรรมหลัง 1 กรกฎาคม 2020 แล้ว
แต่การกระโดดจากตรงนั้นไปเป็น
“การประท้วงฮ่องกงทั้งหมดคือปฏิบัติการ CIA/NED ที่สหรัฐฯ สั่งการ”
ยังไม่มีหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า NED ไม่ใช่หน่วยงานรัฐบาลโดยตรง แต่โครงสร้างของมันก็ไม่ใช่องค์กรเอกชนธรรมดาที่ไม่มีความสัมพันธ์กับรัฐ
NED อธิบายเองว่าเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงกำไรที่ได้รับงบประมาณประจำปีจากรัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ และมี “core grantees” สี่องค์กร ซึ่งรวม NDI และ IRI
เฉพาะปี 2021 NED ระบุว่าเงินที่ให้ core grantees ทั้งสี่รวมกันอยู่ที่ 122 ล้านดอลลาร์
และ NED อธิบายระบบตัวเองว่า NDI กับ IRI เป็นส่วนของระบบที่ใช้ความเชี่ยวชาญจากการเมืองอเมริกันไปสนับสนุนพรรคการเมือง การเลือกตั้ง และสถาบันประชาธิปไตยในต่างประเทศ
ทีนี้ Nathan Law เชื่อมเข้าเครือข่ายนี้ตรงไหน?
วันที่ 14 พฤษภาคม 2019 – ก่อนการประท้วงใหญ่เพียงไม่กี่สัปดาห์ – NED จัดงานที่วอชิงตันเรื่อง “New Threats to Civil Society and the Rule of Law in Hong Kong”
ผู้ร่วมเวทีประกอบด้วย Martin Lee, Nathan Law และ Lee Cheuk-yan
ตรงนี้จึงพิสูจน์ได้ว่า
Nathan Law และ NED มีการทำงานเชิงเครือข่ายและร่วมเวทีจริง
แล้ว “เงิน” ล่ะ?
ตรงนี้ผมเจอเรื่องที่น่าสนใจแต่ยังไม่ถึงขั้นที่เราควรฟันธง
ข้อมูลภาษีของ HKDC แสดงว่าองค์กรมีรายรับจาก contributions:
ปี 2019 – 178,158 ดอลลาร์
ปี 2020 -485,046 ดอลลาร์
ปี 2021 – 381,103 ดอลลาร์
กล่าวคือ เพียงปีแรกเต็ม ๆ หลังตั้งองค์กร รายรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก
HKDC ได้เงินบริจาคเท่าไร
แต่ยังพูดไม่ได้ว่า
เงิน 178,158 หรือ 485,046 ดอลลาร์นั้นมาจาก NED
และจากฐานข้อมูล NED กับเอกสารสาธารณะที่ผมตรวจในรอบนี้ ผมยังไม่พบ grant ที่ระบุชัดว่า NED จ่ายให้ HKDC โดยตรง
นี่เป็นช่องว่างที่สำคัญ
ฝ่ายรัฐบาลจีนกล่าวหาหนักกว่านั้นมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า NED ให้เงินและฝึกอบรมกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง รวมถึงกล่าวหาว่า Demosistō ได้รับเงิน NED
ฝั่ง NED ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการจัดหรือให้เงินเพื่อดำเนินการประท้วง
ดังนั้น ณ จุดนี้ money trail เป็นชิ้นส่วนที่ยังขาดอยู่
ถ้าถามว่าควรเรียกโครงสร้างนี้ว่าอะไร?
ผมจะขอเรียกว่า
“ประชาธิปไตยฮ่องกง ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบส่งเสริมประชาธิปไตยและเครือข่ายนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม”
และข้อเท็จจริงที่แข็งแรงที่สุดคือ
หนึ่ง – Wong, Law และ Demosistō ตั้งใจทำให้ความขัดแย้งฮ่องกงกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงการเมืองภายในฮ่องกง
สอง – มีคนของ Demosistō เข้าไปทำงานด้านล็อบบี้ในวอชิงตันจริง โดย Jeffrey Ngo เป็นตัวอย่างชัดที่สุด
สาม – HKDC กลายเป็นโครงสร้างองค์กรอย่างเป็นทางการสำหรับงานนั้น และประกาศเองว่าทำ policy advocacy กับรัฐสภาและฝ่ายบริหาร
สี่ – การล็อบบี้มีผลลัพธ์ทางนโยบายจริง ตั้งแต่กฎหมายสามฉบับไปจนถึงกลไก targeted sanctions แม้จะกล่าวไม่ได้ว่านักเคลื่อนไหวเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว เพราะฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ มี agenda ต่อจีนอยู่ก่อนแล้ว
ห้า – NED/NDI/IRI ไม่ได้อยู่นอกภาพ มีความสัมพันธ์ด้านเวที เงินทุนระหว่างองค์กร และบุคลากรทับซ้อนกับ ecosystem นี้จริง โดยเฉพาะ NED→NDI/IRI และ Law↔NED
แต่
หก – เรายังขาดหลักฐานที่จะต่อเส้น NED → เงิน → Demosistō/Wong → การจัดประท้วง 2019 ให้เป็นเส้นทึบ
สรุป
สิ่งที่หลักฐานชี้ได้แข็งแรงกว่าคือ ขบวนประชาธิปไตยฮ่องกงมีฐานภายในประเทศจริง แต่แกนนำบางส่วนพยายามเพิ่มอำนาจต่อรองของตนด้วยการดึงมหาอำนาจภายนอกเข้ามาเป็นผู้เล่น และพยายามเปลี่ยน “แรงสนับสนุนทางการเมือง” ให้กลายเป็น “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการคว่ำบาตร”
ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องเปลี่ยนจาก “นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย” ไปสู่คำถามทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่าเดิมว่า
เมื่อคุณไม่ได้เพียงขอให้ต่างประเทศสนับสนุนสิทธิของคุณ แต่ขอให้รัฐบาลต่างประเทศใช้กฎหมาย การคว่ำบาตร การจำกัดการค้า และแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลของดินแดนที่คุณอาศัยอยู่ เส้นแบ่งระหว่าง “การรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน” กับ “การดึงอำนาจต่างประเทศเข้ามาแทรกในความขัดแย้งภายใน” อยู่ตรงไหน?
สำหรับผม นี่คือแก่นของคดี Joshua Wong มากกว่าคำถามง่าย ๆ ว่า “เขาเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยหรือเป็นคนทรยศ” เพราะหลักฐานจริงมันซับซ้อนกว่าสองกรอบนั้นมาก
เอกสารที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐานต้นทางมีทั้งคำให้การของ Joshua Wong ต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ปี 2019 คำให้การ Joshua Wong ต่อ CECC ปี 2019 กฎหมาย Hong Kong Human Rights and Democracy Act ฉบับที่ลงนามแล้ว Public Law 116-76 และคำให้การ Nathan Law หลัง NSL มีผลเพียงหนึ่งวัน คำให้การ Nathan Law วันที่ 1 กรกฎาคม 2020
ต่อจากนี้แล้วคือการตามเรื่องเงิน
คือเอา NED Grant Database ปี 2014–2021 + รายงาน NDI/IRI + Form 990 ของ HKDC + งบและรายงานขององค์กรฮ่องกงที่จีนระบุชื่อ มาวางปีต่อปี แล้วถามเพียงคำถามเดียวว่า
เงินจากระบบ NED ไปถึง “องค์กรไหน–โครงการอะไร–ปีไหน–จำนวนเท่าไร” และในองค์กรเหล่านั้นมี Wong/Law/Ngo หรือเครือข่าย Demosistō อยู่ตรงไหน
ฮ่องกงสอนอะไรประเทศไทย?
ในประเทศไทย สิ่งที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้อาจยังไม่ไปไกลถึงขั้นนั้นทั้งหมด แต่มี “องค์ประกอบบางชั้น” ที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจ
ข้อแรกคือ ระบบส่งเสริมประชาธิปไตยของสหรัฐฯ เข้ามาทำงานในประเทศไทยจริงและทำมานานแล้ว
NED ก็ให้เงินแก่โครงการในประเทศไทยจริง
ยิ่งน่าสนใจคือ NED เขียนในรายงานปี 2025 เองว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ “ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ” เพราะพัฒนาการทางการเมืองอาจมีผลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และระบุชัดว่า NED กับ Core Institutes กำลังสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการผลักดันความต้องการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการเลือกตั้งในไทย
ข้อสองคือ ในไทยมีโครงสร้าง “พรรคการเมือง–ขบวนการเคลื่อนไหว” ที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะเครือข่ายอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชนกับขบวนการนักกิจกรรม
งานวิชาการของ Thareerat Laohabut และ Duncan McCargo ใน Journal of East Asian Studies วิเคราะห์ก้าวไกลโดยใช้แนวคิด “movement party” และพบความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่าง Future Forward, Move Forward, Progressive Movement และขบวนการนักศึกษา โดยผู้เขียนเห็นว่าก้าวไกลพัฒนาจนกลายเป็น “fully fledged movement party” ที่มีความสัมพันธ์ลึกกับขบวนการประท้วงหลังปี 2020
ตรงนี้ทำให้การเปรียบเทียบกับฮ่องกงเริ่มน่าสนใจ เพราะทั้งสองกรณีมีการไหลเวียนระหว่าง
“นักกิจกรรม → ขบวนการ → พรรค/องค์กรการเมือง → การผลักดันเชิงสถาบัน”
ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ระบบนิเวศทางการเมืองของพรรคส้มเชื่อมต่อกับเครือข่ายประชาธิปไตยระหว่างประเทศอย่างไร และความสัมพันธ์นั้นไปถึงระดับไหน?”
เมื่อขบวนการการเมืองภายในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายระหว่างประเทศ จุดไหนคือ ‘ความร่วมมือเพื่อประชาธิปไตย’ และจุดไหนเริ่มกลายเป็น ‘อิทธิพลจากต่างประเทศ’?
วันนี้เรารู้แล้วว่า Joshua Wong และเครือข่ายไม่ได้เพียงขอเสียงสนับสนุนจากต่างชาติ แต่เดินหน้าล็อบบี้รัฐสภาสหรัฐฯ จนไปถึงกฎหมายและมาตรการคว่ำบาตร
แล้วประเทศไทยล่ะ?
NED, NDI, IRI และองค์กรต่างประเทศทำงานกับใครบ้าง?
เงินทุนลงไปที่องค์กรใด?
ใครได้รับการอบรม?
ใครสร้างเครือข่ายกับใคร?
องค์กรเหล่านั้นเชื่อมกับขบวนการนักกิจกรรม สื่อ พรรคการเมือง หรือบุคลากรของพรรคอย่างไร?
และที่สำคัญที่สุด
เส้นไหนเป็นเพียงความสัมพันธ์ตามปกติของสังคมประชาธิปไตย และเส้นไหนเริ่มสร้างอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองภายในประเทศไทย?”
ถ้าจะมีคำถามว่า ทำอย่างไรจะทำให้ผู้นิยมพรรคส้ม “ตาสว่าง” ?
คำตอบคือ อย่ารอตั้งรับกับการตรวจสอบภาครัฐของพรรคส้ม แต่ต้องทำให้คนรู้จักตรวจสอบโครงสร้างอำนาจจากต่างประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกับที่เราตรวจสอบทุนใหญ่ กองทัพ รัฐบาล หรือสถาบันอำนาจภายในประเทศ