“เห่เรือไม่มีในสมัยอยุธยา”
ข้อสรุปที่ไปไกลกว่าหลักฐาน
โดย อัษฎางค์ ยมนาค
การตั้งคำถามต่อประเพณีที่เราคุ้นเคยเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ แต่การเสนอว่าประเพณีมีความเปลี่ยนแปลง กับการสรุปว่าประเพณีนั้นไม่เคยมีอยู่ในอดีต เป็นข้อเสนอคนละระดับ และต้องการหลักฐานรองรับต่างกัน
ข้อเสนอของสุจิตต์ วงษ์เทศ ในบทความ “‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา” สมควรได้รับการพิจารณาด้วยหลักเกณฑ์นี้ บทความเสนอว่าการเห่เรือเป็นประเพณีที่เพิ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 4–5 และปฏิเสธการเห่ขณะกระบวนเสด็จทางชลมารคเคลื่อนที่ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ประทับบนเรือพระที่นั่งในสมัยโบราณ [1]
ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงมีทั้งเรื่องอายุของแบบแผนที่ใช้ในปัจจุบัน และเรื่องกิจกรรมการขับร้องบนเรือในอดีต เราไม่ควรนำคำตอบของเรื่องหนึ่งไปใช้แทนคำตอบของอีกเรื่อง
จากเอกสารที่นำมาพิจารณาในบทความนี้ ยืนยันได้ว่าอยุธยามีการร้องประกอบการพายเรือ และมีเสียงร้องในกระบวนเรือพิธีการ ส่วนการร้องเหล่านั้นใช้บทใด มีทำนองอย่างไร และสัมพันธ์กับการเห่เรือพระราชพิธีปัจจุบันเพียงใด ยังต้องศึกษาแยกเป็นเรื่อง ๆ
ใน Du Royaume de Siam ของลาลูแบร์ ภาคที่ 2 บทที่ 5 ตอนที่ XI มีข้อความภาษาฝรั่งเศสว่า “chantent ou font des cris mesurés” กล่าวถึงฝีพายที่ร้องเพลงหรือเปล่งเสียงเป็นจังหวะ เพื่อให้จ้วงพายพร้อมกัน [2]
ข้อความนี้เป็นหลักฐานของการใช้เสียงระหว่างพายเรือ แต่เป็นคำอธิบายลักษณะเรือและการพายโดยทั่วไป ไม่ได้ระบุบทกวี ทำนอง หรือเหตุการณ์เฉพาะที่พระมหากษัตริย์ประทับอยู่ในกระบวนพยุหยาตรา จึงยังใช้ยืนยันไม่ได้ว่าการร้องดังกล่าวมีองค์ประกอบเหมือนการเห่เรือพระราชพิธีทุกประการ
อีกหลักฐานหนึ่งคือ A Voyage to Siam ของบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ด ฉบับภาษาอังกฤษ ค.ศ. 1688 หนังสือที่ 4 หน้าหนังสือ 161–162 ซึ่งพรรณนากระบวนรับราชทูต มีเรือบรรทุกพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ กล่าวถึงเรือพิธีการ 150 ลำ ร่วมกับเรืออื่นอีกมาก และเสียงร้องของคนเรือตามธรรมเนียมสยาม ซึ่งผู้บันทึกเปรียบคล้ายกำลังเข้าประจัญข้าศึก [3]
หลักฐานนี้แสดงว่าเสียงร้องบนเรือปรากฏในกระบวนที่เกี่ยวข้องกับพิธีการของราชสำนักด้วย ถึงกระนั้น กระบวนรับราชทูตก็เป็นคนละเหตุการณ์กับกระบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์ และตาชาร์ดไม่ได้บอกว่าเสียงร้องดังกล่าวใช้บทกวีหรือทำนองเช่นใด
เอกสารทั้งสองจึงมีน้ำหนักสำหรับยืนยันการร้องและการเปล่งเสียงในบริบทการพายเรือสมัยอยุธยา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะปิดข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการเห่ในกระบวนหลวง
ขณะเดียวกัน การไม่ทราบทำนองก็ไม่ได้ทำให้กิจกรรมเหล่านั้นหมดความเกี่ยวข้องกับประวัติการเห่เรือ ความสัมพันธ์ระหว่างการร้องให้จังหวะ การโห่ร้องในพิธีการ และการเห่บทกวี เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบจากหลักฐานต่อไป
ยังมีข้อความในเอกสารอีกชิ้นที่ควรนำมาพิจารณา สุจิตต์กล่าวว่าคำให้การขุนหลวงหาวัดพรรณนากระบวนเรือ แต่ไม่ได้พรรณนาการเห่เรือ อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยในคำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง ตอนบรรยายเรือพระที่นั่งครุฑและหน้าที่เจ้าพนักงาน มีข้อความกล่าวถึงสัญญาณสำหรับการพายและ “จะเหโห่ก็ดี” ตลอดจนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ “สำหรับให้สัญญาโห่ร้อง” [4]
ข้อความนี้ไม่ได้บอกทำนองหรือระบุว่ามีการขับกาพย์เห่แบบปัจจุบัน แต่ทำให้เราไม่อาจกล่าวเสมือนว่าเอกสารเงียบสนิทเกี่ยวกับเสียงร้องในกระบวนเรือ หากจะวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการโห่ร้องที่แตกต่างจากการเห่ ก็ต้องอธิบายความแตกต่างนั้น พร้อมระบุฉบับเอกสารที่ใช้ให้ชัดเจน
แน่นอนว่า คำให้การขุนหลวงหาวัดต้องผ่านการตรวจสอบประวัติการเรียบเรียงและการสืบทอดข้อความด้วย ไม่ควรถือเอาชื่อหนังสือเป็นหลักประกันว่าทุกข้อความเป็นบันทึกตรงจากพยานร่วมสมัย แต่ข้อจำกัดนี้ก็ไม่ใช่เหตุให้ละเลยข้อความที่มีอยู่จริงในตัวบท
สำหรับกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ต้องแยกระหว่างการมีอยู่ของบทประพันธ์ การพรรณนาฝีพายร้องเห่ภายในบท และหลักฐานว่ามีการนำบทนั้นไปขับร้องจริงในโอกาสใด
วรรณกรรมช่วยให้เห็นภาพกิจกรรมและความรับรู้ของผู้ประพันธ์ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนบันทึกการประกอบพระราชพิธี การพบภาพฝีพายร้องเห่จึงมีคุณค่าต่อการศึกษา โดยยังต้องตรวจสอบต่อว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติจริงอย่างไร
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงใช้ข้อความที่พรรณนาฝีพายร้องเห่ในพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้งเป็นเหตุผลประกอบพระวินิจฉัย ดังปรากฏในสาส์นสมเด็จ ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 ว่า
“ประเพณีเห่เรือกระบวนหลวง เสด็จพยุหยาตรามีมาแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา” [5]
ในลายพระหัตถ์ฉบับเดียวกัน ทรงแยกประเพณีดังกล่าวออกจากการนำบทพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้งมาใช้ในกระบวนหลวง ซึ่งทรงเห็นว่ามีเค้าว่าจะเริ่มในรัชกาลที่ 4 [5]
ส่วนพระอธิบายในประชุมกาพย์เห่เรือ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2464 ทรงอธิบายว่าบทพระนิพนธ์ที่คนนิยมขับร้องกันเดิมเป็นบทเห่เล่น ก่อนนำมาใช้ในการหลวง และทรงกล่าวถึงบทหลวงเก่าซึ่งอาจสูญหายไปด้วย [6]
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การแยก “ประเพณีการเห่” ออกจาก “บทประพันธ์ที่นำมาใช้เห่” การนำบทประพันธ์ชุดหนึ่งมาใช้ภายหลัง ไม่ได้แปลว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีการเห่ด้วยบทหรือวิธีอื่น
เรื่อง “สวะเห่” ทำให้ประเด็นนี้ชัดเจนขึ้น
ในลายพระหัตถ์วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 กรมพระยาดำรงฯ ทรงระบุถึงบทสั้นที่เรียกว่าสวะเห่ ขึ้นต้น “เห่แลเรือ” ลงท้าย “โอว โอว” ใช้เมื่อเรือพระที่นั่งจะถึงท่า และทรงวินิจฉัยว่าเป็นบทเห่กระบวนหลวงครั้งอยุธยาที่ปรากฏอยู่ในตำราเห่เรือสมัยรัตนโกสินทร์ [5]
สวะเห่จึงไม่ได้ปรากฏในพระอธิบายในฐานะชื่อทำนองลอย ๆ แต่มีตัวบทคำร้องซึ่งทรงคัดไว้ และทรงแยกออกจากบทพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้งที่นำมาใช้ภายหลัง
หากจะนำพระอธิบายของกรมพระยาดำรงฯ มาสนับสนุนข้อสรุปว่าการเห่เรือทั้งหมดเพิ่งเริ่มในรัชกาลที่ 4 ก็จำเป็นต้องอธิบายด้วยว่า จะประเมินพระวินิจฉัยเรื่องสวะเห่นี้อย่างไร การกล่าวถึงเฉพาะเวลาที่นำบทเจ้าฟ้ากุ้งมาใช้จึงยังไม่สะท้อนข้อเสนอของพระองค์โดยครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ต้องระบุให้ชัดว่าการจัดสวะเห่เป็นบทที่สืบจากอยุธยานั้น เป็นพระวินิจฉัยย้อนหลังของกรมพระยาดำรงฯ การมีข้อความนี้ในเอกสาร พ.ศ. 2483 ยืนยันโดยตรงได้ว่าทรงวินิจฉัยเช่นนั้น แต่ยังไม่ทำให้เราทราบเองว่าตัวบทและทำนองสืบทอดจากอยุธยามาโดยเปลี่ยนแปลงเพียงใด
แม้ความเชื่อมโยงระหว่างเสียงเห่ในพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้งกับบทสวะเห่ พระองค์ก็ทรงเสนอในลักษณะข้อสงสัย มิได้ทรงแสดงหลักฐานว่าทั้งสองเป็นบทเดียวกันอย่างแน่นอน [5]
น้ำหนักของสวะเห่ในข้อถกเถียงนี้จึงอยู่ที่การชี้ว่า พระอธิบายที่ถูกนำมาอ้างมีเรื่องประเพณีและบทเห่เดิมรวมอยู่ด้วย โดยยังต้องศึกษาหลักฐานอื่นประกอบเพื่อวินิจฉัยความเก่าแก่และความต่อเนื่องของประเพณี
ข้อเสนอเรื่องต้นเค้าจากอินเดียก็ต้องอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกัน กรมพระยาดำรงฯ ทรงเล่าถึงการได้ยินฝีพายขับคำบูชาพระรามและพระลักษณ์เมื่อเสด็จไปพาราณสี แล้วทรงนำประสบการณ์นั้นมาประกอบข้อสันนิษฐานว่าพราหมณ์อาจนำแบบแผนเข้ามา และคำร้องบางส่วนอาจแปรเสียงไปตามการสืบทอด [6]
แต่ในลายพระหัตถ์ตอบวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2483 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเสนอความเห็นต่าง โดยทรงเห็นว่าการมีเห่เรือในอินเดียไม่ได้พิสูจน์การรับคำร้องมาด้วย และไม่ทรงเห็นร่องรอยภาษาสันสกฤตในคำร้องที่ชัดพอจะรับรองข้อเสนอนั้น ทั้งยังทรงระบุว่าความเห็นของพระองค์เป็นการคาดคะเนซึ่งอาจถูกหรือผิดได้ [7]
เอกสารโต้ตอบคู่นี้จึงแสดงกระบวนการตั้งข้อสันนิษฐานและทักท้วงกันของผู้ศึกษา มากกว่าจะเป็นข้อยุติว่าคำร้องและชื่อทำนองทั้งหมดมีที่มาจากสันสกฤต
ความรัดกุมเช่นนี้ต้องใช้กับทุกฝ่าย รวมทั้งหลักฐานที่สนับสนุนความเห็นของผู้เขียนเอง เพราะกรมพระยาดำรงฯ ทรงแจ้งไว้ตั้งแต่ต้นพระอธิบายว่า ทรงประมวลจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ ความรู้ และข้อสันนิษฐานของพระองค์ [6] การเคารพคุณค่าของพระนิพนธ์จึงควรทำควบคู่กับการเข้าใจวิธีที่ทรงได้ข้อสรุปนั้นมา
อีกประเด็นหนึ่งคือการใช้ความเงียบของเอกสารเป็นเหตุผล
การที่เอกสารไม่ได้กล่าวถึงกิจกรรมหนึ่งอาจมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์ แต่ต้องพิจารณาก่อนว่า เอกสารนั้นมีวัตถุประสงค์จะบันทึกกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่ และหากกิจกรรมนั้นมีอยู่จริง ผู้เขียนควรต้องกล่าวถึงเพียงใด
ตอนเดือนสิบสองในนิราศธารโศกที่เลือกพรรณนาลอยโคม จึงไม่อาจใช้แทนบัญชีกิจกรรมทั้งหมดของราชสำนัก การไม่กล่าวถึงการเห่เรือในตอนนั้นยังไม่เพียงพอจะปฏิเสธว่าไม่เคยมีการเห่ในโอกาสอื่น
หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ต้องใช้กับพระวินิจฉัยของกรมพระยาดำรงฯ เรื่องรัชกาลที่ 4 ด้วย เพราะทรงใช้การไม่กล่าวถึงเห่เรือในโคลงพยุหยาตราพระกฐินสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งประกอบข้อเสนอ [6][5] เราจึงไม่ควรปฏิเสธเหตุผลจากความเงียบเมื่อผู้อื่นใช้ แล้วรับรองโดยไม่ตรวจสอบเมื่อเหตุผลนั้นสนับสนุนความเห็นของเรา
ส่วนการแยกเพลงเรือ การโห่ร้อง การร้องให้จังหวะพาย และการเห่บทกวีในพระราชพิธี เป็นสิ่งจำเป็น เพราะกิจกรรมเหล่านี้อาจมีรูปแบบและหน้าที่ต่างกัน
แต่เมื่อแยกแล้ว ยังต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย การตั้งชื่อให้ต่างกันไม่อาจทำหน้าที่แทนหลักฐานว่ากิจกรรมเหล่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของประเพณี
หากใช้คำว่า “เห่เรือ” ในความหมายเฉพาะถึงแบบแผนพระราชพิธีอย่างปัจจุบัน ก็ต้องประกาศขอบเขตนั้นให้ชัด การยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอยุธยามีแบบแผนครบทุกองค์ประกอบ ไม่เท่ากับพิสูจน์แล้วว่าอยุธยาไม่มีกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติการเห่เรือ
เช่นเดียวกัน หลักฐานเก่าที่สุดเท่าที่ค้นพบยืนยันว่าเรามีร่องรอยของกิจกรรมนั้นแล้วในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นจุดกำเนิดโดยอัตโนมัติ การเสนอว่าเป็นประเพณีที่สร้างขึ้นใหม่ต้องมีหลักฐานอธิบายการริเริ่มหรือการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม
ข้อเสนอของสุจิตต์จึงมีคุณค่าในฐานะคำถามต่อพัฒนาการของประเพณี และเตือนให้ตรวจสอบความเชื่อที่เล่าต่อกันมา แต่ข้อสรุปว่า “เห่เรือไม่มีในสมัยอยุธยา” ยังเด็ดขาดเกินกว่าหลักฐานที่นำมาแสดงจะรองรับ
ข้อสรุปที่รัดกุมกว่าคือ อยุธยามีหลักฐานร่วมสมัยเกี่ยวกับการร้องประกอบการพายเรือและเสียงร้องในกระบวนเรือพิธีการ มีข้อความเกี่ยวกับการให้สัญญาณโห่ร้องในคำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง และมีพระวินิจฉัยย้อนหลังที่เสนอความต่อเนื่องของประเพณีเห่เรือหลวง โดยเฉพาะเรื่องสวะเห่
หลักฐานเหล่านี้มีน้ำหนักต่างกัน และยังไม่ยืนยันว่าทำนอง ตัวบท และระเบียบปฏิบัติทุกอย่างเหมือนปัจจุบัน แต่ก็มากพอที่จะทำให้ข้อสรุปว่าไม่มีการเห่เรือในอยุธยาต้องได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง
ความรับผิดชอบของผู้เขียนประวัติศาสตร์อยู่ที่การบอกให้ชัดว่า หลักฐานพาเราไปได้ไกลเพียงใด และตรงไหนที่ยังต้องหยุดไว้ด้วยคำว่า “ยังไม่ทราบ”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
เอกสารอ้างอิง
[1] สุจิตต์ วงษ์เทศ. “‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา.” มติชนสุดสัปดาห์, 1 พฤศจิกายน 2569.
[2] Simon de La Loubère. Du Royaume de Siam (1691). ภาคที่ 2 บทที่ 5 ตอน XI “Description exacte d’un balon.” ใช้ข้อความภาษาฝรั่งเศสฉบับถอดเผยแพร่ในเว็บไซต์ Mémoires de Siam.
https://memoires-de-siam.net/relations/laloubere/laloubere01/laloubere02_05.html
[3] Guy Tachard. A Voyage to Siam (ฉบับภาษาอังกฤษ, London, 1688). Book IV, หน้าหนังสือ 161–162. ฉบับสแกนเผยแพร่ผ่าน Wikimedia Commons.
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1f/Voyage_to_Siam_(Tachard,_1688).pdf
[4] คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง. ตอนพรรณนาเรือพระที่นั่งครุฑและหน้าที่เจ้าพนักงาน. ฉบับถอดข้อความเผยแพร่ในหอสมุดดิจิทัลวชิรญาณ.
https://vajirayana.org/node/5379
[5] สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช 2483. ลายพระหัตถ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483. ฉบับถอดข้อความในหอสมุดดิจิทัลวชิรญาณ.
https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุทธศักราช-๒๔๘๓/ตุลาคม/วันที่-๘-ตุลาคม-พศ-๒๔๘๓-ดร
[6] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “อธิบายตำนานเห่เรือ.” ใน ประชุมกาพย์เห่เรือ, ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2464. ฉบับถอดข้อความในวิกิซอร์ซ.
https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมกาพย์เห่เรือ_(2464)/อธิบาย
[7] สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช 2483. ลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2483. ฉบับถอดข้อความในหอสมุดดิจิทัลวชิรญาณ.
https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุทธศักราช-๒๔๘๓/ตุลาคม/วันที่-๑๕-ตุลาคม-พศ-๒๔๘๓-น