Screenshot
The Invisible War : สงครามที่มองไม่เห็น”
“เรื่องที่สังคมสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าพูดบนเวทีดีเบต”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ในปัจจุบัน มีข้อกังวลจากภาคประชาชนและนักวิชาการความมั่นคงจำนวนมาก เกี่ยวกับ “สงครามไซเบอร์และการแทรกแซงทางการเมือง” (Political Interference) ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงินจากองค์กรต่างประเทศสู่พรรคการเมือง หรือการทำ IO เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติ
คือภัยคุกคามรูปแบบใหม่และสงครามตัวแทนในไทย
ในทางรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ การแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นเครื่องมือมาตรฐานของมหาอำนาจ (ทั้งตะวันตกและตะวันออก) ในการขยายอิทธิพล
ในกรณีของไทย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน ภัยคุกคามนี้ไม่ได้มาในรูปแบบกองทัพ แต่มาในรูปแบบ “สงครามลูกผสม” (Hybrid Warfare) ผ่าน 2 ช่องทางหลัก:
1. เส้นทางการเงิน
ที่ไม่ใช่การโอนเข้าพรรคโดยตรง กฎหมายไทยห้ามพรรคการเมืองรับเงินต่างชาติ ดังนั้น มหาอำนาจจะไม่โอนเงินเข้าบัญชีพรรค แต่ผ่าน “เครือข่ายภาคประชาสังคม”
เงินทุนมักถูกส่งผ่านมูลนิธิ (Foundations), องค์กร NGO, หรือ Think Tank ในนามของ “ทุนสนับสนุนการวิจัย”, “ทุนส่งเสริมประชาธิปไตย” หรือ “ทุนด้านสิทธิมนุษยชน”
เงินเหล่านี้ไปสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อพรรคการเมืองบางขั้ว เช่น จ้างนักวิชาการให้เขียนงานโจมตีสถาบันฯ, จ้างสื่อออนไลน์ให้ปั่นกระแส, หรือสนับสนุนม็อบทางอ้อม
นี่คือการแทรกแซงที่แนบเนียนที่สุด เพราะทำในนามของ “ความดีงาม” ทำให้รัฐบาลไทยจัดการยาก
2. สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Operations – IO)
เป้าหมายคือ “สร้างความแตกแยก” มหาอำนาจไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะเด็ดขาดเสมอไป แต่ต้องการให้สังคมไทย “อ่อนแอจากภายใน” เพราะเมื่อคนในชาติทะเลาะกันเอง รัฐบาลจะไม่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก และต้องวิ่งหาที่พึ่งจากมหาอำนาจ
ในบริบทไทย สถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ ถือเป็น “เสาหลักความมั่นคง” ดังนั้น ปฏิบัติการ IO จากต่างชาติจึงมุ่งเป้าทำลายความศรัทธาต่อสองสถาบันนี้ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจไทยให้กลายเป็นระบอบที่มหาอำนาจ “สั่งซ้ายหันขวาหัน” ได้ง่ายขึ้น
แนวทางแก้ไข
ปัจจุบันเราเห็นปรากฏการณ์ “Echo Chamber” ที่คนรุ่นใหม่เกลียดชังรากเหง้าของตัวเอง และมองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ซึ่งเป็นผลผลิตของสงครามความคิด (Cognitive Warfare) ที่ถูกป้อนข้อมูลชุดเดียวซ้ำๆ ผ่านอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติ
หากตอบในมุมของรัฐบาลที่ฉลาด (Smart Power) ไม่ควรใช้แค่วิธีการ “บล็อกเว็บ” หรือ “จับกุม” เพราะจะเข้าทางฝ่ายตรงข้ามที่รอฟ้องชาวโลกว่าไทยเผด็จการ แต่ควรใช้ “กฎหมายและความโปร่งใส” เป็นอาวุธ
1. กฎหมายตัวแทนต่างชาติ (Foreign Agents Registration Act – FARA แบบสหรัฐฯ)
สหรัฐฯ เองมีกฎหมายนี้ คือใครก็ตาม (NGO, สื่อ, ล็อบบี้ยิสต์) ที่รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวการเมือง “ต้องลงทะเบียนและเปิดเผยที่มาของเงิน”
ไทยควรผลักดันกฎหมายนี้ “เราไม่ได้ห้ามรับเงิน แต่คุณต้องโปร่งใส ประชาชนต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณพูดหรือเรียกร้อง มีใครจ่ายเงินอยู่ข้างหลัง” นี่คือวิธีแก้เผ็ดที่เจ็บแสบและเป็นประชาธิปไตยที่สุด
2. อธิปไตยทางไซเบอร์
รัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ 100% และมีกฎหมายควบคุมอัลกอริทึมที่ไม่เป็นธรรม (เช่น การลดการมองเห็นเนื้อหารักชาติ) เหมือนที่ EU กำลังทำกับ Big Tech
3. การสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด
เลิกสอนแบบท่องจำ แต่สอนให้คนไทยรู้ทันว่า “ข่าวนี้ใครได้ประโยชน์?” และ “ใครอยู่เบื้องหลัง?”
สรุป
1. ”หุ่นเชิด” ทางการเมือง กับประเด็นเรื่อง “เงินสนับสนุนพรรคการเมือง” มีจริงหรือไม่?
คำตอบคือ มีอยู่จริง และทำกันเป็นกระบวนการ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าพูดบนเวทีดีเบต
2. เป้าหมายคืออะไร?
คำตอบคือ เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็น “รัฐบริวาร” (Client State) ที่ไม่อาจดำเนินนโยบายเป็นกลางได้อีกต่อไป โดยใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นข้ออ้างในการล้มล้างโครงสร้างอำนาจเดิมที่มหาอำนาจควบคุมไม่ได้
3. วิธีแก้คือ ไม่ใช่การปิดประเทศ แต่คือการ “เปิดไฟให้สว่าง” ให้เห็นว่าใครชักใยใครอยู่ ผ่านกฎหมายควบคุมเส้นทางการเงินครับ