ประชาไท นำบทความของผมไปวิจารณ์ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง
#อัษฎางค์ ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ประชาไท นำบทความของผมไปวิจารณ์ โดยอ้างว่ากรณีเศรษฐา ทวีสินและแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ทำสิ่งใด ‘ผิด’ ถึงขั้นเป็นอาชญากรรม เช่น การฟอกเงิน ลักทรัพย์ ฆ่าคน ฯลฯ ประชาไท อ้างว่า ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่ตัว รัฐธรรมนูญ 60 ดังนั้นข้อครหาที่ยึดโยงกับ ‘ความสง่างาม’ ไม่ควรเป็นอำนาจตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
บทวิจารณ์ของประชาไทมีการใช้วิธีการโต้แย้งที่อาจมองได้ว่า “บิดเบือน” หรือ “เบี่ยงประเด็น” จากเจตนาเดิมของบทความของผม ในประเด็นสำคัญดังนี้
1. การลดทอนความสำคัญของ “จริยธรรม” ให้เหลือเพียง “อาชญากรรม”
สิ่งที่ผมสื่อ ผมเน้นย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อปราบโกงหรือคนที่ไม่สุจริต ดังนั้นถ้านักการเมืองยึดมั่นใน “จริยธรรม” อย่างเคร่งครัด ก็จะปลอดภัย
ส่วนสิ่งที่ประชาไทบิดเบือนคือ พยายามลดทอนน้ำหนักของคำว่า “ผิดจริยธรรม” โดยนำไปเทียบกับ “อาชญากรรมรุนแรง” (เช่น ฆ่าคน, ลักทรัพย์)
จุดที่ผิดเพี้ยนคือ การกระทำผิดทางรัฐธรรมนูญ (เช่น การขาดคุณสมบัติ, การขัดกันแห่งผลประโยชน์) ไม่จำเป็นต้องรุนแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมทางอาญา แต่เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ” ในการใช้อำนาจมหาชน การที่ประชาไทแย้งว่า “ไม่ได้ฆ่าคนตาย ทำไมถึงโดนถอดถอน”
คือการนำมาตรฐานกฎหมายอาญามาจับกับมาตรฐานทางปกครอง/รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนละบริบทกัน
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่ฝ่ายตรงข้ามมักใช้สร้างความสับสนให้สังคม เพื่อให้ดูว่าศาล “รังแก” นักการเมือง ผมขอขยายความเรื่อง “คนละบริบท” ระหว่าง กฎหมายอาญา กับ มาตรฐานทางจริยธรรม/รัฐธรรมนูญ ให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด
1.1) เป้าหมายของกฎหมาย “คนละวัตถุประสงค์”
กฎหมายอาญา มีไว้เพื่อ “ลงโทษคนชั่ว” และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลย เป้าหมายคือใครทำผิดต้องได้รับโทษ (คุก/ปรับ) แต่ถ้ายังไม่ชัดเจน ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย
กฎหมายรัฐธรรมนูญ/จริยธรรม มีไว้เพื่อ “คัดกรองคนดี” เข้าสู่ระบบ และ “คุ้มครองความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่ง” เป้าหมายไม่ใช่การเอาคนเข้าคุก แต่เป็นการ “กันคนที่มีมลทิน” ออกจากอำนาจเพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหาย
จุดที่ประชาไทบิดเบือนคือ ประชาไทพยายามเอามาตรฐาน “คุก” มาวัดมาตรฐาน “ตำแหน่ง” ซึ่งผิดฝาผิดตัว คนที่ไม่ติดคุก ไม่ได้แปลว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรีเสมอไป
1.2) มาตรฐานความรับผิด “คนละระดับ”
บริบทอาญา คือ “เส้นต่ำสุด” กฎหมายอาญาคือเส้นแบ่งระหว่าง “คนธรรมดา” กับ “อาชญากร” คือถ้าคุณไม่ฆ่าใคร ไม่ขโมยของ คุณก็คือพลเมืองปกติที่เดินถนนได้
บริบทจริยธรรม คือ “มาตรฐานขั้นสูง” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปรียบเสมือนผู้ถือ “ความไว้วางใจ” ของมหาชน ดังนั้น มาตรฐานต้องสูงกว่าคนทั่วไปมาก เรียกว่าต้อง “สง่างามและไร้มลทินมัวหมอง”
คำอธิบายเชิงเปรียบเทียบ
“นายกฯ หรือ รมต. ไม่ใช่แค่ต้อง ‘ไม่ทำชั่ว’ (ตามกฎหมายอาญา) แต่ต้อง ‘ประพฤติดี’ และ ‘มีวิจารณญาณที่ดี’ (ตามจริยธรรม) ด้วย”
1.3) หลัก “ความน่าสงสัย”
ในบริบทอาญา “สงสัยยกประโยชน์ให้จำเลย” ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ 100% ว่าขโมย ก็ต้องปล่อยตัวไป
ในบริบทจริยธรรม/การเมือง “มัวหมองต้องออกไป”
สำหรับผู้นำประเทศ แค่มีพฤติการณ์ที่ “ส่อ” ไปในทางไม่สุจริต หรือใช้อำนาจเอื้อพวกพ้อง แม้จะจับมือใครดมไม่ได้คาหนังคาเขาแบบคดีอาญา แต่ถือว่า “ขาดความน่าไว้วางใจ” แล้ว จึงต้องพ้นจากตำแหน่ง
1.4) ตัวอย่างเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัด
เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไม “ไม่ได้ฆ่าคนตาย” ถึงยังต้อง “ถูกถอดถอน” ลองยกตัวอย่างอาชีพที่ต้องการความไว้วางใจสูง
• กรณีนักบิน
ถ้านักบินดื่มเหล้าก่อนบินแต่ยังไม่ได้ขับเครื่องบินชนใครตาย (ไม่มีความผิดอาญาฐานฆ่าคน) สายการบินมีสิทธิไล่ออกไหม? มีแน่นอน เพราะเขาขาด “ความรับผิดชอบ” และ “วิจารณญาณ” ที่จะดูแลชีวิตผู้โดยสาร
• กรณีผู้จัดการธนาคาร
ถ้าผู้จัดการแอบปลดล็อกเซฟทิ้งไว้ให้เพื่อนเดินเข้าไปดูเล่น โดยเงินยังไม่หาย (ไม่ผิดอาญาฐานลักทรัพย์) ธนาคารไล่ออกได้ไหม? ไล่ออกทันที เพราะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงและไว้วางใจไม่ได้อีกต่อไป
สรุป
สิ่งที่ผมสื่อสารคือ “วิจารณญาณของผู้นำ”
การที่ประชาไทอ้างว่า “ไม่ได้ทำผิดอาญา” จึงเท่ากับเป็นการสารภาพกลายๆ ว่า “ขอแค่ไม่ติดคุก ก็เป็นผู้นำได้” ซึ่งนี่เป็นตรรกะที่อันตรายมากสำหรับประเทศ
การถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การ “ลงโทษทางอาญา” (เศรษฐาไม่ได้ติดคุก แพทองธารไม่ได้โดนปรับ) แต่คือการ “ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ” จากผู้นำที่ขาดวุฒิภาวะทางจริยธรรม
2. การเปลี่ยนจำเลยจาก “ผู้กระทำ” เป็น “กฎหมาย”
สิ่งที่ผมสื่อคือ ปัญหาอยู่ที่ “ตัวบุคคล”
เศรษฐา หรือ แพทองธาร ที่ตัดสินใจผิดพลาดเอง (เช่น ตั้งคนที่รู้อยู่แล้วว่ามีมลทิน)
แต่สิ่งที่ประชาไทบิดเบือนคือ บทวิจารณ์พยายามเปลี่ยนจำเลยไปที่ “ตัวบทกฎหมาย” และ “ศาล” แทน โดยอ้างว่ากฎหมายเปิดช่องให้ตีความกว้างเกินไป หรือศาล “มโน” ไปเอง
จุดที่ผิดเพี้ยนคือ การเลี่ยงที่จะพูดถึง “ต้นเหตุ”
ทำไมถึงดันทุรังตั้งคนที่มีปัญหาแต่แรก? แต่กลับไปโจมตีที่ “ปลายเหตุ” คือ ศาลตัดสินหยุมหยิมเกินไป ทำให้ผู้อ่านลืมโฟกัสว่าจุดเริ่มต้นของปัญหามาจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเอง
3. การบิดเบือนความหมายของ “ความเป็นธรรม”
สิ่งที่ผมสื่อคือ ความเป็นธรรมคือการที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน หากคุณ “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” คุณก็รอด
สิ่งที่ประชาไทบิดเบือนคือ ประชาไทนิยามความเป็นธรรมใหม่ว่าต้องมาจาก “การเลือกตั้ง” หรือ “รัฐสภา” เท่านั้น โดยมองข้ามหลักการ “ตรวจสอบถ่วงดุล”
จุดที่ผิดเพี้ยนคือ การอ้างว่าเรื่องจริยธรรมควรให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น เป็นการบิดเบือนหลักนิติรัฐ (Rule of Law)
เพราะในระบบประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้มีความชอบธรรมที่จะทำผิดกฎหมายหรือละเมิดมาตรฐานจริยธรรมได้ การที่ศาลเข้ามาตัดสิทธิคือกลไกการตรวจสอบไม่ให้เสียงข้างมากลุแก่อำนาจ แต่บทวิจารณ์พยายามวาดภาพว่านี่คือการกลั่นแกล้งทางการเมือง
4. การใช้คำเพื่อลดความน่าเชื่อถือของศาล
บทวิจารณ์ใช้คำว่า “วกไปเวียนมายิ่งกว่านิยายหักมุม” หรือ “ศาลเชื่อมโยงและสรุปเอาเอง”
นี่ไม่ใช่ข้อโต้แย้งทางกฎหมาย แต่เป็นการใช้ภาษาเพื่อชี้นำผู้อ่านให้รู้สึกว่าคำวินิจฉัยนั้น “ไร้เหตุผล” หรือ “เป็นเรื่องแต่ง” ทั้งที่ในทางกฎหมาย การสืบเจตนา จากพฤติกรรมแวดล้อมเป็นกระบวนการปกติในการพิจารณาคดี
สรุป
บทวิจารณ์ของประชาไท ไม่ได้หักล้างสิ่งที่ผมพูดด้วยข้อเท็จจริงทางกฎหมาย แต่ใช้วิธี “ย้ายเสาประตู” คือยอมรับกลายๆ ว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง (ว่าพวกเขาทำผิดตาม รธน. จริง) แต่หันไปโจมตีว่า “กฎหมายนั้นแหละที่ผิด” และพยายามสร้างความชอบธรรมใหม่ว่า “ถ้าไม่ได้ทำผิดอาญา ก็ไม่ควรผิดจริยธรรม” ซึ่งเป็นตรรกะที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปราบโกง