Screenshot
เบื้องหลัง NGO แรงงานข้ามชาติ
กับภัยความมั่นคงที่มองไม่เห็น
หลักการสวยหรู หรือประตูสู่การแทรกแซง?
ท่าทีของ คณะก้าวหน้า (นำโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) และ พรรคประชาชน มีนโยบายเอื้ออำนวยและปกป้อง NGO ทุกกลุ่มในไทย รวมถึง NGO พม่า ให้สามารถรับทุนต่างชาติและเคลื่อนไหวได้อิสระต่อไป โดยไม่ต้องถูกรัฐตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือยุบองค์กรตามที่ฝ่ายความมั่นคงต้องการ
พรรคประชาชนมีนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ NGO แรงงานพม่าอย่างมาก ซึ่งทำให้ทั้งสองกลุ่มนี้ดูเหมือนเป็นพันธมิตรกันในทางปฏิบัติ
พรรคประชาชนมีนโยบายสนับสนุนให้แรงงานข้ามชาติสามารถ “จัดตั้งสหภาพแรงงาน” ได้ถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่ NGO พม่าเรียกร้องมาตลอด เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้นายจ้าง และผลักดันให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงระบบประกันสังคมและสวัสดิการรัฐ ซึ่งถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นการ “เอาใจต่างด้าว” มากเกินไป
ซึ่งต่างจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่มองว่าเป็นภัยความมั่นคง
องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) คือกลไกภาคประชาสังคมที่มีเจตนาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่ในบริบทของประเทศไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็น “แรงงานข้ามชาติจากเมียนมา” เราไม่อาจปฏิเสธความจริงที่น่ากังวลได้ว่า ภายใต้ฉากหน้าของการช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน อาจมีวาระทางการเมืองแอบแฝงและผลประโยชน์ต่างชาติชักใยอยู่เบื้องหลัง จนกลายเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างเงียบเชียบ
ปัจจุบันมีเครือข่าย NGO ที่ทำงานเจาะจงกับกลุ่มแรงงานเมียนมาในไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งที่นำโดยคนไทยและคนต่างด้าวเอง อาทิ
• เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG): ดูแลภาพรวมเชิงนโยบาย ครอบคลุมทั้งพม่า ลาว กัมพูชา
• มูลนิธิ MAP Foundation: เจาะลึกพื้นที่ภาคเหนือ ให้ความรู้กฎหมายและสิทธิแรงงาน
• สมาคมพม่าในประเทศไทย: องค์กรที่เคลื่อนไหวเชิงรุก ทั้งเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและกดดันสถานทูตเมียนมา
แม้ไทยจะยอมเปิดพื้นที่ให้องค์กรเหล่านี้ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมและการช่วยดูแลแรงงานกว่า 2-3 ล้านคนที่เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ แต่เส้นแบ่งระหว่าง “การช่วยเหลือ” กับ “การสร้างอิทธิพลเหนือรัฐ” กำลังเลือนลางลง
กรณีศึกษา: เมื่อ “สิทธิ” ถูกใช้เป็นอาวุธ “กดดัน” เจ้าของบ้าน
ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่เพียงเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นการกระทบกระทั่งที่สั่นคลอนความมั่นคงและสังคมไทย
1. ยุทธการ “จับตัวประกัน” ทางเศรษฐกิจ: กรณีขู่หยุดงานแรงงานพม่า 6 ล้านคน (ปี 2024) แม้ไม่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นจิตวิทยาที่ทำให้เห็นว่า NGO สามารถใช้จำนวนแรงงานเป็น “อำนาจต่อรอง” กับรัฐบาลไทย สร้างความตื่นตระหนกให้นายจ้างและสร้างความเสียหายประเมินค่าไม่ได้หากเกิดขึ้นจริง
2. กรณีอื้อฉาว “สมุทรสาคร”: ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ NGO เป็นเครื่องมือ คือการกดดันเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (ปลัดอำเภอ) ให้ออกบัตรประชาชนไทยแก่ต่างด้าวโดยอ้างสิทธิการเกิด ทั้งที่เอกสารมีพิรุธ สร้างกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการ “เหยียบหัวคนไทย” เพื่อเอื้อต่างชาติ จนเกิดกระแส
#Saveปลัด ตามมา
3. การแบ่งแยกและปลุกปั่น: การใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดมให้แรงงานพม่า Boycott ร้านค้าไทย หรือกดดันไม่ให้คนไทยแจ้งจับแรงงานผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้กำลังสร้าง “รัฐซ้อนรัฐ” ในชุมชนหรือไม่?
เมื่อ NGO ที่ควรจะเป็นผู้ประสานงาน กลับกลายเป็นผู้สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งและใช้แรงงานต่างด้าวเป็นฐานอำนาจทางการเมือง คำถามสำคัญคือ รัฐไทยใจดีเกินไป หรือเรากำลังปล่อยให้ “ชักศึกเข้าบ้าน” โดยไม่รู้ตัว?
ทำไมพม่าไม่ไป “จีน-อินเดีย”?
คำตอบอยู่ที่ “ความเข้มแข็งของรัฐ”
หากสังเกตดูพรมแดนประเทศเมียนมา แม้จะติดกับมหาอำนาจอย่างจีนและอินเดีย แต่แรงงานกลับทะลักเข้าสู่ไทยเป็นหลัก ไม่ใช่แค่เพราะค่าแรงหรือระยะทาง แต่เป็นเพราะ “กำแพงกฎหมาย”
• จีน (กฎหมาย NGOs 2560): ห้ามรับทุนต่างชาติ ห้ามยุ่งการเมือง ต้องจดทะเบียนผ่านรัฐอย่างเข้มงวด ใครฝ่าฝืนมีบทลงโทษหนัก
• อินเดีย (FCRA): ควบคุมเส้นทางการเงินจากต่างประเทศยิบย่อย หากรับทุนเกินกำหนดหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงภัยความมั่นคง จะถูกถอนใบอนุญาตทันที
ประเทศเหล่านี้มอง NGO ต่างชาติด้วยสายตาหวาดระแวงว่าเป็นเครื่องมือแทรกซึม (Infiltration) จึงสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง ต่างจากไทยที่เปิดกว้างจนกลายเป็น “สวรรค์ของนักเคลื่อนไหว”
ท่อน้ำเลี้ยงและการเมือง: เส้นทางเงินที่ตรวจสอบไม่ได้
ข้อครหาใหญ่ของ NGO ในไทยคือเรื่อง “ความโปร่งใสของแหล่งทุน” องค์กรหลายแห่งถูกเชื่อมโยงกับทุนตะวันตก (เช่น NED, Heinrich Böll) ซึ่งถูกมองว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ
• การผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ และ ม.112
• การให้ที่พักพิงแก่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน
• การสนับสนุนม็อบและการชุมนุมที่สร้างความวุ่นวาย
พ.ร.บ. NGO: กฎหมายที่ “แท้ง” ก่อนเกิด
ความพยายามของรัฐบาล (สมัย พล.อ.ประยุทธ์) ที่จะจัดระเบียบผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร” เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ กลับต้องล่มปากอ่าว
• ฝ่ายค้าน (ก้าวไกล, เพื่อไทย ในขณะนั้น): คัดค้านหัวชนฝา โดยอ้างเรื่องเสรีภาพสมาคมและสิทธิมนุษยชน
• ภาคประชาชน/NGO: ระดมรายชื่อ 13,000 รายชื่อเพื่อขัดขวาง
ในขณะที่พรรคการเมืองอย่าง “ไทยภักดี” พยายามเรียกร้องให้ปัดฝุ่นกฎหมายนี้กลับมาเพื่อจัดระเบียบสังคมและป้องกันภัยแฝง แต่จนถึงปัจจุบัน (ปี 2026) ร่างกฎหมายนี้ก็ยังคงเป็นเพียงหมันในสภา
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง ระหว่างการรักษาภาพลักษณ์ “ประชาธิปไตยเสรี” ที่เปิดกว้าง กับการปกป้อง “อธิปไตย” จากการแทรกแซงผ่านสงครามตัวแทนในคราบ NGO ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องมีกฎหมายควบคุม NGO ที่สมดุล เข้มงวดกับความโปร่งใสทางการเงินและวาระทางการเมือง แต่ยังเอื้อให้เกิดการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่แท้จริง ก่อนที่เจ้าของบ้านจะกลายเป็นผู้อาศัยในแผ่นดินตัวเอง