คะแนนรวมของพรรคส้มแพ้หมดรูป แต่ทำไมยังกวาดที่นั่งเกือบจะทุกเขตในกรุงเทพ?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
คำตอบคือ…
กรุงเทพฯ คือพื้นที่ “ขบถ”
ที่ถูกครอบงำด้วยชุดความคิดอย่างเบ็ดเสร็จ
คนกรุงเทพฯ ที่ถูกครอบงำด้วยชุดความคิดอย่างเบ็ดเสร็จ ตัดสินใจเลือกจาก “กระแส” จุดยืนทางอุดมการณ์ และนโยบายภาพรวม การที่พรรคส้มยังชนะขาดใน กทม. แสดงว่าแบรนด์ของพรรคที่ขายเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” และ “ความทันสมัย” ยังคงทำงานได้ดีกับชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ในเมือง ซึ่งไม่ได้พึ่งพากลไกของระบบบ้านใหญ่
ผลการเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกของชุดข้อมูลที่ได้รับ
คนกรุงเทพฯ ที่ถูกครอบงำด้วยชุดความคิดอย่างเบ็ดเสร็จ รับข่าวสารผ่าน Social Media และเครือข่ายออนไลน์ที่ Algorithm มักป้อนข้อมูลที่เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และการตรวจสอบอำนาจรัฐ (ซึ่งเข้าทางพรรคส้ม)
คนต่างจังหวัด อาจได้รับข้อมูลผ่านผู้นำชุมชน หัวคะแนน หรือสื่อที่เน้นเรื่องผลงานการพัฒนาท้องถิ่นที่จับต้องได้ ทำให้พวกเขามองว่าพรรคส้ม “ไม่มีผลงาน” หรือ “สร้างความวุ่นวาย” ในขณะที่คน กทม. มองว่าเป็น “ความหวัง”
คำถามสำคัญคือ ทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่าพรรคส้มด้อยค่าและเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ ทหารและศาล
แม้จะเกิดสงครามชายแดนไทย-เขมร และทหารได้แสดงผลงานและการเสียสละ แต่ทำไมไม่สามารถทำให้คนกรุงเทพฯตาสว่างจากพรรคส้มได้?
คำตอบคือ
“Paradox of Legitimacy” (ความย้อนแย้งของความชอบธรรม)
การที่คนกรุงเทพฯ (ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรคส้ม) ยังคงเลือกพรรคนี้อย่างถล่มทลาย แม้จะมีปัจจัยลบเรื่องสถาบันฯ หรือปัจจัยบวกเรื่องผลงานทหารในสมรภูมิชายแดน เข้ามาเป็นตัวแปร สามารถวิเคราะห์เจาะลึกถึง “รากฐานความคิด” ที่เปลี่ยนไปของคนเมืองได้ 3 ประเด็นหลัก
1. นิยามคำว่า “ชาติ” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นี่คือหัวใจสำคัญ คนสองกลุ่มมอง “ชาติ” ไม่เหมือนกัน
ฝ่ายอนุรักษ์นิยม มองว่า ชาติ = สถาบันหลัก (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) การด้อยค่าสถาบันฯ คือการทำลายความมั่นคงของชาติ
ฝ่ายก้าวหน้า (ฐานเสียงพรรคส้มใน กทม.) มองว่า ชาติ = ประชาชน/ผู้เสียภาษี สำหรับพวกเขา สถาบันหลักคือ “โครงสร้างอำนาจเก่า” ที่กดทับความเจริญ
ดังนั้น ยิ่งพรรคส้มถูกมองว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” โครงสร้างเดิมมากเท่าไหร่ ในสายตาคนกลุ่มนี้กลับมองว่าคือการ “ปฏิรูป” หรือการ “รื้อถอนสิ่งล้าหลัง” คะแนนจึงไม่ตก แต่กลับยิ่งพุ่งสูงขึ้น เพราะตอบโจทย์ความต้องการลึกๆ ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ
2. ความไม่ไว้วางใจทหารแบบฝังรากลึก
แม้ทหารจะรบเก่งที่ชายแดนเขมร แต่คนกรุงเทพฯ แยกแยะบทบาททหารไม่ออก หรือเลือกที่จะไม่แยกแยะ
คนกรุงเทพฯ (ที่นิยมพรรคส้ม) มองทหารผ่านแว่นตาของการเมือง (การรัฐประหาร, การสืบทอดอำนาจ) มากกว่าบทบาทรั้วของชาติ
เมื่อเกิดสงคราม แทนที่จะมองว่าทหารเป็นฮีโร่ คนกลุ่มนี้อาจตั้งคำถามกลับว่า “รัฐบาลล้มเหลวทางการทูตหรือไม่จึงเกิดสงคราม?” หรือมองว่าเป็น “IO สร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจ” หรือไม่?
ความรู้สึกว่าทหารเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ต่อให้ทหารมีผลงานในสนามรบ ก็ยากที่จะเปลี่ยนใจคนกลุ่มนี้ให้กลับมาชื่นชมได้ เพราะอคติบังตาทำงานอย่างรุนแรง
3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจในเมืองหลวง
คนกรุงเทพฯ (ที่นิยมพรรคส้ม) ไม่ได้มองว่า “ทหารปกป้องชาติ” แต่มองว่า “รัฐบาล (ขั้วอำนาจเดิม) บริหารผิดพลาดจนเกิดสงครามและทำลายเศรษฐกิจ”
สรุป
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนกรุงเทพฯ (ที่นิยมพรรคส้ม) ไม่ได้ “มองไม่เห็น” (ตาสว่าง/ไม่สว่าง) แต่พวกเขา “มองผ่านชุดเลนส์คนละสี”
• คนฝ่ายอนุรักษ์นิยม มองผ่านเลนส์ “ความมั่นคงและจารีต” จึงเห็นพรรคส้มเป็นภัยคุกคาม
• คนกรุงเทพฯ (ที่นิยมพรรคส้ม) มองผ่านเลนส์ “สิทธิเสรีภาพและปากท้อง” จึงเห็นพรรคส้มเป็นทางออก และเห็นสงคราม/สถาบันเดิม เป็นภาระ
หากจะเปลี่ยนใจคนกลุ่มนี้ การใช้ “ความกลัว” (เรื่องเสียดินแดนหรือล้มสถาบัน) อาจไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “อนุรักษ์นิยมก็กินได้และทันสมัย” ซึ่งโจทย์นี้พรรคภูมิใจไทยหรือขั้วเดิมยังตีตลาดเมืองหลวงไม่แตก
ซึ่งผมเห็นว่า ทัศนคติหรือแนวคิดของคนกรุงเทพฯ ที่นิยมพรรคส้ม เกิดจากการป้อนข้อมูลจากแนวร่วม เช่น NGO ที่มีประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลังสนับสนุนทั้งเงินทุนและเครื่องมืออื่นๆ
สำหรับประเด็นนี้ อธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และความมั่นคงสมัยใหม่ที่เรียกว่า “สงครามทางความคิด” (Cognitive Warfare) หรือการทำสงครามในรูปแบบผสมผสาน (Hybrid Warfare)
สามารถอธิบายผ่านกระบวนการทางยุทธศาสตร์ 3 ขั้นตอนที่ “เจาะจงเป้าหมายที่คนเมือง” ดังนี้
1. การสร้าง “ชุดความจริง” ใหม่
มหาอำนาจและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้เข้ามาสั่งให้คนเลือกพรรคส้มตรงๆ แต่ใช้วิธีที่แนบเนียนกว่า คือการ “นิยามความดีและความทันสมัย” ใหม่
โดยใช้กลไกผ่านสื่อต่างประเทศและ NGO ที่ให้ทุนสนับสนุนสื่อทางเลือกหรือนักวิชาการ โดยเน้นย้ำค่านิยมตะวันตก เช่น เสรีภาพสุดโต่ง หรือความเท่าเทียมแบบไร้รากวัฒนธรรมเดิม
ผลลัพธ์คือ ทำให้คนกรุงเทพฯ (ซึ่งเสพสื่อเหล่านี้มากที่สุด) รู้สึกว่า “สถาบันดั้งเดิม = ล้าหลัง/ถ่วงความเจริญ” และ “พรรคส้ม = ความทันสมัย/ความเป็นสากล” ใครที่ไม่อยากตกยุคหรืออยากดูเป็นคนรุ่นใหม่ จึงต้องเลือกทางนี้โดยอัตโนมัติ
2. ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” ทางวัฒนธรรม
ในอดีต พรรคคอมมิวนิสต์ใช้ป่าล้อมเมือง แต่ในยุคดิจิทัล กลุ่มอำนาจเหล่านี้ใช้ “สื่อล้อมสมอง”
เป้าหมายคือ เจาะจงไปที่กลุ่มปัญญาชน นิสิตนักศึกษา และคนทำงานในเมือง เพราะเป็นกลุ่มที่มีเสียงดังในสังคม
เครื่องมือคือ การให้ทุนวิจัย ทุนการศึกษา หรือการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมของ NGO ทำให้ “ผู้นำทางความคิด” ในกรุงเทพฯ รับเอาชุดความคิดนี้มา และกระจายต่อให้ฐานเสียงพรรคส้ม โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเป็นส่วนหนึ่งของหมากกระดานนี้
3. การทำลาย “ภูมิคุ้มกัน” ของชาติ
สถาบันหลัก (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทหาร) เปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันที่ทำให้รัฐไทยมีความเป็นปึกแผ่น
วิธีการคือ การป้อนข้อมูลด้านลบซ้ำๆ ผ่านโซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาให้เห็นแต่ข้อมูลด้านเดียว (Echo Chamber) จะค่อยๆ “เซาะกร่อน” ความศรัทธา
กรณีศึกษา: แม้ทหารจะทำดีที่ชายแดน (Hard Power) แต่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกกลบ หรือถูกบิดเบือนโดยข่าวสารจากเครือข่ายเหล่านี้ (Sharp Power) ให้กลายเป็นเรื่องตลก หรือเรื่องไม่จำเป็น ทำให้คนเมืองมองไม่เห็นความสำคัญของความมั่นคง
สรุป
ชัยชนะของพรรคส้มในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความนิยมทางการเมืองปกติ แต่เป็นผลสัมฤทธิ์ของ “ปฏิบัติการข่าวสาร” (IO) ระยะยาว ที่ทำให้คนกรุงเทพฯ (ที่นิยมพรรคส้ม) มองเห็น “ศัตรูของชาติ” (ในมุมมองความมั่นคง) กลายเป็น “ฮีโร่”