Screenshot
สาเหตุหลักที่ ไทยซัมมิท คิดจะขายกิจการคือ “ปัญหาขาดผู้สืบทอดและความเสี่ยงทางการเมือง”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ไทยซัมมิท กำลังถูกจับตามองว่าอาจต้องพิจารณาขายกิจการ… ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีปัจจัยหลักมาจาก
• แรงกดดันจาก EV (Technology Disruption)
• ปัญหาขาดผู้สืบทอด
• ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง
บลูมเบิร์กชี้ชัด โดยระบุ “political uncertainty and family succession gaps” จากแหล่งข่าวใกล้ชิด สะท้อนช่องว่างผู้สืบทอดชัดเจน 20 ปีหลังผู้ก่อตั้งจากไป
ไทยซัมมิทกรุ๊ป ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในไทย กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาขายธุรกิจทั้งหมด ซึ่งธนาคารลงทุนระดับโลกหลายแห่งเสนอแผน โดยคาดมูลค่าอยู่ที่ 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,000-63,500 ล้านบาท)
”ไทยซัมมิทต้องขายกิจการเพราะแรงกดดันจาก EV ปัญหาขาดผู้สืบทอดและความไม่แน่นอนทางการเมือง“
โดยมีจุดเริ่มจากธนาธรลาออกไปเล่นการเมือง” ในทางธุรกิจเรียกสิ่งนี้ว่า “มิติของปัจจัยภายใน”
และจุดเชื่อมโยงต่อมาคือสิ่งที่ธุรกิจเรียกว่า “ปัจจัยภายนอก” ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ (EV)
ปัจจัยภายใน: ปัญหาขาดผู้สืบทอดและความเสี่ยงทางการเมือง
บลูมเบิร์กชี้ชัด โดยระบุ “political uncertainty and family succession gaps” จากแหล่งข่าวใกล้ชิด สะท้อนช่องว่างผู้สืบทอดชัดเจน 20 ปีหลังผู้ก่อตั้งจากไป
1) ธนาธรคือตัวแปรหลัก
การที่ธนาธร (ลูกชายคนโตและผู้สืบทอดหลัก) ลาออกในปี 2561 ทำให้เกิด “ช่องว่างการสืบทอด” อย่างรุนแรง เพราะพี่น้องคนอื่นไม่ได้ถูกวางตัวเป็นผู้นำ (CEO) และคุณสมพร (แม่) ก็มีอายุมากแล้ว (75 ปี) การขาดผู้นำรุ่นต่อไปที่ชัดเจนทำให้ความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาวมีความเสี่ยง
โดยบลูมเบิร์นกรายงานว่า ไทยซัมมิท มีปัญหาสืบทอดรุ่นต่อไปจริง เป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันให้ตระกูลจึงรุ่งเรืองเรืองกิจพิจารณาขายไทยซัมมิท เรียกว่า “family succession gaps”. หลังผู้ก่อตั้ง “คุณพัฒนา” เสียชีวิตปี 2545 ลูกชายคนโตธนาธรกลับมาช่วยบริหาร แต่ลาออกปี 2561 เพื่อทำการเมือง สร้างช่องว่างการสืบทอด
ไทยซัมมิทมีปัญหาสืบทอดแม้มีลูกอีก 4 คน เพราะธนาธรคือผู้สืบทอดหลัก แต่ลาออกปี 2561 ไปทำการเมือง ทำให้ช่องว่างชัดเจน ลูกอื่นๆ เข้ามาช่วยบริหารแต่ไม่มีใครมีบทบาทเด่นเท่า ไม่ได้ถูกวางตัวเป็น CEO รุ่นต่อไป ลูกชายอีก 2 คน (สกุลธรและบดินทร์ธร) มีบทบาทจำกัด ไม่ใช่ผู้บริหารหลักของไทยซัมมิทกรุ๊ป
สมพร (ประธานและ CEO ปัจจุบัน อายุราว 75 ปี) ถือหุ้นหลัก ลูก 5 คน ได้รับโอนหุ้นเท่าๆ กันปี 2562 คนละ ~18% ในบริษัทหลักอย่างไทยซัมมิท โอโตพาร์ท
สาเหตุของปัญหาขาดผู้สืบทอด
• ธนาธรคือตัวหลัก เขาเป็นลูกชายคนโต ช่วยสร้างการเติบโตก่อนลาออก สร้างช่องว่างใหญ่เมื่อจากไป
• ไม่มีผู้นำเดี่ยวชัดเจน: ลูกอื่นช่วยงาน functional (การเงิน การผลิต) แต่สมพร (วัยสูงอายุ) ยังคุมหลัก ไม่มีทายาทรุ่น 3 หรือ CEO ชัดเจน 20 ปีหลังสามีเสีย
• มีปัญหาสืบทอดเพราะลูกชายอีก 2 คน (สกุลธรและบดินทร์ธร) มีบทบาทจำกัด ไม่ใช่ผู้บริหารหลักของไทยซัมมิทกรุ๊ป แม้ถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัทลูก สมพร (วัย 75 ปี) ยังต้องบริหารเอง บลูมเบิร์กจึงมองเป็น “succession gaps” เนื่องจากขาดผู้นำเดี่ยวชัดเจนรุ่นต่อไป
• ทายาทรุ่น 3 เพิ่ม (หลานๆ) แต่กระจายใน Summit Group (แยกจากไทยซัมมิท) และการเมืองของธนาธรเพิ่มความซับซ้อน
บลูมเบิร์กจึงชี้ “succession gaps”
เป็นแรงกดดันขายกิจการ
2) ความเสี่ยงทางการเมือง
การที่สมาชิกครอบครัว (ธนาธร) เข้าสู่สนามการเมืองและมีความขัดแย้งกับขั้วอำนาจ ส่งผลต่อบรรยากาศการทำธุรกิจ และเพิ่มความซับซ้อนในการตัดสินใจ (ดังที่บลูมเบิร์กระบุว่าดีลเคยล่มเพราะครอบครัวเห็นต่าง และสถานการณ์การเลือกตั้งสร้างความซับซ้อน)
ตามหลักการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (เช่น PESTEL Analysis) การเมืองคือตัว P (Political) ซึ่งถือเป็นสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจ “ควบคุมไม่ได้”
แต่ในกรณีของ “ไทยซัมมิท” นี้มีความพิเศษและซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอกมัน “ทับซ้อนกัน”
กรณีไทยซัมมิท เป็นปัจจัยภายในที่ “ดึงดูด” ปัจจัยภายนอก
ในเคสของคุณธนาธรและไทยซัมมิท มันกลายเป็น “ความเสี่ยงภายใน”
ที่มาของความเสี่ยงเกิดจาก “ตัวบุคคลภายใน”
การที่ Key Man หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ (ธนาธร) ตัดสินใจกระโดดลงไปเป็นผู้เล่นในสนามการเมือง ไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์
Reputation & Brand Association: ภาพลักษณ์ขององค์กรถูกผูกติดกับอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทตกเป็น “เป้าหมาย” ทางการเมืองโดยตรง
ถ้าจะวิเคราะห์กรณีนี้ให้คมที่สุด ต้องมองว่า:
“การตัดสินใจของธนาธร คือ ปัจจัยภายใน ที่ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญกับ ปัจจัยภายนอก (Political Pressure) ที่รุนแรงกว่าปกติ”
ปัจจัยภายนอก: แรงกดดันจาก EV
1) กำไรลดลงเพราะเทคโนโลยี (Technology Disruption)
การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กดดันผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบดั้งเดิมอย่างไทยซัมมิท ทำให้กำไรลดและมูลค่าลดลง แม้ไทยซัมมิทจะมี EBITDA กว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี
กำไรและมูลค่าบริษัทลดลง (จากที่เคยประเมินไว้ 2.8 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 1.5-2 พันล้านดอลลาร์) สาเหตุหลักคือ สินค้าเดิมของไทยซัมมิท (ชิ้นส่วนรถสันดาป) เป็นที่ต้องการน้อยลงในยุค EV และต้องแข่งกับจีน
2) จังหวะเวลาในการขาย
ในเชิงธุรกิจ หากไม่มีผู้สืบทอดที่เก่งกาจพอจะนำพาองค์กรฝ่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่นี้ไปได้ “การขายกิจการในขณะที่ยังมีกำไร (EBITDA 250 ล้านดอลลาร์)” อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อรักษามูลค่าความมั่งคั่งของตระกูลไว้ก่อนที่มูลค่าบริษัทจะลดลงไปมากกว่านี้
ไทยซัมมิทมีรายได้ปีละกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ กำไร EBITDA กว่า 250 ล้านดอลลาร์ จ้างงานกว่า 20,000 คน และมีโรงงานในไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย. ในปี 2567 เคยมีข้อเสนอมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากครอบครัวเห็นต่าง
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ธนาคารวอลล์สตรีทแห่งหนึ่งเคยประเมิน มูลค่าบริษัทในปี 2567 ไว้สูงสุดถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์แต่การเจรจาไม่คืบหน้าเพราะความเห็นของสมาชิกครอบครัวยังไม่สอดคล้องกัน ขณะที่การแข่งขันจากรถ
EV กำลังกดดันอัตรากำไร และอาจฉุดมูลค่ากิจการลงใน ปัจจุบัน
ทั้งนี้กระบวนการพิจารณาดีลยังเกิดขึ้น ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนต่อบรรยากาศการตัดสินใจ โดยสมาชิกบางส่วนของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจมีความเชื่อมโยงกับพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกยุบในปี 2567 หลังจากเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
แบบนี้เราจะสามารถสรุปได้ว่า ไทยซัมมิท ต้องขายกิจการเพราะปัญหาขาดผู้สืบทอดและความไม่แน่นอนทางการเมืองในไทย เนื่องมาจากปัจจัยหลักคือ ตัวธนาธร ที่เป็นผู้สืบทอดลาออกจากบริษัทมาลงเล่นการเมือง และการเมืองมีผันผวนและไม่แน่นอน นั่นเอง ใช่หรือไม่?