Screenshot
“ดัอมส้มผูกขาดคำว่าประชาชนเพื่อโจมตีสถาบันฯ”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ดัอมส้มยกป้าย “ถ้าเลือกตั้งแล้วได้แบบนี้ ให้พ่อมึงมาชี้เลย ว่าอยากได้ใคร ชี้มาเลย”
ในบริบทการเมืองไทย คำว่า “พ่อ” มักสื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ (พ่อของแผ่นดิน)
การใช้สรรพนามว่า “พ่อ” ในบริบทความขัดแย้งของไทย เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าจงใจพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือการพยายามดึงเอาประมุขของชาติลงมาเป็น “คู่ขัดแย้ง” ในสนามการเมือง เพื่อโยนความผิดให้สถาบันฯ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ของกลุ่มตน
ผู้ชูข้อความกำลังสื่อว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น (หรือการจัดตั้งรัฐบาลที่ตามมา) “ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง” จนเกิดคำประชดประชันว่า “ถ้าจะเลือกแล้วออกมาเป็นแบบนี้ ก็ไม่ต้องเลือก แต่ให้คนที่กุมอำนาจจริงชี้ตัวมาเลยดีกว่า”
คำว่า “เลือกตั้งแล้วได้แบบนี้” เป็นการลดทอนคุณค่าประชาชนคนไทยอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้เลือกพรรคส้ม การที่พรรคอย่างภูมิใจไทย หรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชนะเลือกตั้งในหลายเขตพื้นที่ นั่นคือเจตจำนงที่แท้จริงของคนในพื้นที่นั้นๆ แต่ด้อมส้มกลับเลือกที่จะมองข้าม และบิดเบือนว่าชัยชนะเหล่านั้นมาจาก “การชี้ตัว” ของอำนาจเบื้องบน
ด้อมส้มมักใช้กลยุทธ์การสื่อสารแบบการเหมาเข่งว่าคะแนนเสียงของพวกตนคือ “เจตจำนงเดียว” ของคนทั้งประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริง
แล้วใครคือประชาชน?
“คำว่าประชาชนที่ด้อมส้มอ้างถึง หมายถึงคนไทยทั้ง 66 ล้านคน หรือหมายถึงแค่คนที่เลือกพรรคส้ม?”
ด้อมส้มพยายาม “ผูกขาด” ความเป็นเจ้าของประชาธิปไตยไว้กับพวกตนเพียงกลุ่มเดียว และผลักคนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ผู้ขวางความเจริญ” หรือ “ฝ่ายเผด็จการ”
เมื่อเสียงข้างน้อยที่อ้างเป็นเสียงข้างมาก!
แม้พรรคประชาชน จะได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับ 1 ที่ประมาณ 9.7 ล้านเสียง แต่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดประมาณ 34.3 ล้านคน จะพบว่ามีคนไทยถึง 24.5 ล้านคน (หรือกว่า 71%) ที่ “ไม่เลือกพรรคส้ม”
ตัวเลขนี้คือหลักฐานสำคัญที่ยันได้ว่า “เจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่” ไม่ใช่พรรคส้มอย่างที่เขากล่าวอ้าง
ในขณะที่พรรคส้มทำคะแนนได้ดีในบัญชีรายชื่อ แต่พรรคภูมิใจไทยกวาด สส. เขตไปได้ถล่มทลายถึง 174 ที่นั่ง (จาก 400 เขต) สะท้อนว่าประชาชนในพื้นที่ระดับฐานรากเชื่อมั่นในตัวบุคคลและนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า
การที่ด้อมส้มรับไม่ได้กับผล สส. เขต แล้วพุ่งเป้าไปโจมตีสถาบันฯ ว่า “พ่อเป็นคนชี้” จึงเป็นการดูถูกคะแนนเสียงของคนต่างจังหวัดกว่า 174 เขตอย่างรุนแรง
หัวใจของระบบรัฐสภาคือการรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตนต้องการ กลับมีการสร้างวาทกรรมว่า “ผลนี้ไม่ใช่ของประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการต่อต้าน
การใช้ป้ายข้อความที่พาดพิงถึงสถาบันฯ อย่างรุนแรง คือผลลัพธ์ของการถูกยั่วยุให้เชื่อว่า “ศัตรูของประชาธิปไตยคือสถาบันฯ”
เมื่อแพ้ในกติกา แทนที่จะยอมรับพ่ายแพ้ กลับสร้างข่าวลือเรื่อง “อำนาจมืด” หรือ “การชี้นำจากสถาบันฯ” เพื่อปลุกปั่นให้มวลชนรู้สึกโกรธแค้นและพุ่งเป้าไปที่การจาบจ้วง การนำภาพป้าย “ให้พ่อมึงมาชี้เลย” คือการ “โยนบาป” ให้สถาบันฯ อย่างน่ารังเกียจ
การที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งแสดงอาการ “ไม่ยอมรับกติกา” และลามปามไปถึงสถาบันประมุข คือลักษณะของการ ”การเซาะกร่อนบ่อนทำลาย“ เพราะ มันไม่ใช่แค่การด่านักการเมือง แต่เป็นการพยายามทำลาย “ศูนย์รวมจิตใจ” ของคนในชาติ
ทำไมต้องดึงสถาบันฯ ลงมาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง?
เพราะต้องการทำลายความศรัทธา และสร้างภาพลักษณ์ให้สถาบันฯ กลายเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยในสายตาคนรุ่นใหม่
ป้ายดังกล่าวเป็นการสื่อสารที่ใช้ “ความโกรธแค้นต่อผลการเมือง” มาเปลี่ยนเป็น “การโจมตีเชิงสัญลักษณ์” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกของคนที่เคารพรักสถาบันฯ และถูกตีความได้ว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อดิสเครดิตสถาบันหลักของชาติในระยะยาว
สิ่งที่น่ากังวลคือ “การอ้างประชาชน” ของกลุ่มนี้ มักจะหยุดลงทันทีหากผลลัพธ์เป็นประโยชน์ต่อพวกตน แต่จะกลับมาทำงานทันทีเมื่อแพ้ นี่คือลักษณะของ “ประชาธิปไตยแบบเลือกข้าง” ที่ไม่ได้เคารพเสียงของคนเห็นต่างอย่างแท้จริงครับ
ความจริงที่ด้อมส้มไม่ยอมพูดถึง!
ประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย การจัดตั้งรัฐบาลตามกลไกรัฐสภาคือกระบวนการปกติ แต่ด้อมส้มเลือกที่จะยอมรับเฉพาะประชาธิปไตยที่พรรคตนเองชนะเท่านั้น
“เจตจำนงของประชาชน” ที่แท้จริงคือความหลากหลาย ไม่ใช่การบังคับให้คนทั้งประเทศต้องคิดเหมือนด้อมส้ม และการปกป้องสถาบันฯ คือการปกป้องความมั่นคงของรัฐไม่ให้ถูกทำลายด้วยคำลวงทางการเมือง
“อย่าให้ใครเอาคำว่า ‘ประชาชน’ มาบังหน้า เพื่อใช้เป็นอาวุธในการทำลายรากฐานของชาติ”
ยุทธศาสตร์ที่น่ากังวลคือการสร้างวาทกรรมให้มวลชนเชื่อว่า
“ถ้าเราแพ้ แสดงว่ามีคนโกง และคนที่โกงคือสถาบันฯ”
พฤติกรรมนี้คือการสร้าง “ความจริงชุดใหม่” ที่อันตรายอย่างยิ่ง
สร้างความแตกแยกโดยการทำให้คนรุ่นใหม่มองสถาบันฯ ด้วยความระแวงและเกลียดชัง โดยใช้ความผิดหวังทางการเมืองเป็นเชื้อไฟ ทั้งที่โดยรัฐธรรมนูญและจารีตประเพณี องค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและมิทรงแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับพยายามสื่อสารในทางตรงกันข้ามผ่านโซเชียลมีเดียและป้ายประท้วง เพื่อหวังผลในการลดทอนบารมีและศรัทธา
การกระทำเช่นนี้จึงไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่คือการ “เอาแต่ใจทางการเมือง” ที่พร้อมจะทำลายรากฐานความมั่นคงของชาติเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของพวกตน โดยไม่สนว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นกับสถาบันหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทยทั้งชาติมาอย่างยาวนาน
ถ้าสาวไส้ได้ว่า พฤติกรรมนี้มาจากการที่มีพรรคส้มอยู่เบื้องหลัง ต้องยุบพรรคส้มให้สิ้นซาก
อยากปล่อยให้มือที่มองไม่เห็น หลอกใช้ประชาชนและเยาวชนออกหน้าเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาธิปไตยของไทยอีกต่อไป