เศรษฐกิจไทยโตกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มันเกิดขึ้นเพราะฝีมือของรัฐมนตรีเศรษฐกิจและรัฐบาลอนุทิน หรือเพราะปัจจัยใด?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
คำตอบคือ เป็นผลมาจาก”ปัจจัยภายใน(นโยบายรัฐ)” กับ “ปัจจัยภายนอก(โมเมนตัมเดิม)”
รัฐบาลอนุทินและทีมเศรษฐกิจ (เอกนิติ, ศุภจี) เป็น “ตัวเร่ง” ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีได้จริง แต่ฐานจากเอกชนและโมเมนตัมปีก่อนสำคัญไม่แพ้กัน
การโตเกินคาด 2.5% ใน Q4/2025 (ทั้งปี 2.4%) ได้รับส่วนสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นปลายปีที่เร่งเบิกจ่ายงบและลงทุน แต่ไม่ใช่ฝีมือรัฐบาลอย่างเดียว เพราะฐานการบริโภคและลงทุนเอกชนที่ฟื้นตัวจากปีก่อนก็มีบทบาทสำคัญ
บทบาทรัฐบาลอนุทิน
• รัฐบาลอนุทิน (เริ่มบริหารปลายปี 2025) ใช้ “Quick Big Win” เร่งมาตรการ เช่น “คนละครึ่งพลัส” เบิกจ่ายงบลงทุน 1.5 แสนล้าน ดันการลงทุนรัฐโต 13.3% และเอกชน 6.5% ใน Q4
• หอการค้าชูผลงานรัฐบาลนี้ว่าทำให้ GDP Q4 เร่งจาก 1.2% (Q3) เป็น 2.5% สูงกว่าคาด 2 เท่า
ปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล
• บริโภคเอกชนโต 3.3% จากกำลังซื้อฟื้นและท่องเที่ยว (ไม่ใช่แค่นโยบายรัฐ)
• การลงทุนภาคเอกชนพุ่งจาก BOI incentives (EV, โรงงาน) ที่เริ่มก่อนหน้านี้ และส่งออกบางหมวดยังโตท่ามกลาง trade war
• NESDC ระบุภาพรวมจาก “ดีมานด์ในประเทศ + ลงทุน” โดยไม่ยกเครดิตให้รัฐบาลเต็มๆ แต่ยอมรับงบรัฐช่วย
ตัวเลข 2.5% ที่ออกมาดีกว่าคาด 1% เป็นผลจากอานิสงส์ “ดีมานด์ในประเทศ + เร่งลงทุน + มาตรการรัฐ” ที่แรงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ที่เศรษฐกิจเร่งตัวชัดเจน
ปัจจัยด้านอุปสงค์ในประเทศ
• การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวราว 3.3% ในไตรมาส 4/2025 สูงกว่าควอเตอร์ก่อน (2.5%) สะท้อนกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นเร็วกว่าคาด
• มีมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายและท่องเที่ยวในประเทศหลายชุด เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่งพลัส” และมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้การใช้จ่ายปลายปีพุ่งเกินสมมติฐานที่เคยใช้ตอนคาดการณ์ 1%
การลงทุนและนโยบายดึงดูดทุน
• การลงทุนรวมในไตรมาส 4/2025 โตถึงประมาณ 8.1% โดยเป็นการลงทุนเอกชน 6.5% และการลงทุนภาครัฐ 13.3% ซึ่งถือว่าแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิมมาก
• นโยบายดึงดูดการลงทุน เช่น กลไก “Thailand FastPass” ของบีโอไอ และแรงจูงใจด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV incentives) ทำให้เกิดดีลลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงสั้นๆ ดันจีดีพีจริงให้สูงกว่าฉากทัศน์ฐาน
มาตรการการคลังและ “Quick-Big-Win”
• รัฐบาลใช้นโยบาย “Quick-Big-Win” ทั้งในรูปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปลายปี ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดินเร็วขึ้น
• การอัดงบประมาณและมาตรการการคลังเหล่านี้ทำให้ผลคูณการคลัง (fiscal multiplier) สูงกว่าที่ฝ่ายคาดการณ์เคยสมมติไว้ จึงทำให้ภาพจริงโตได้ราว 2.4–2.5% แทนที่จะใกล้ 1%
ภาคต่างประเทศและโครงสร้างเศรษฐกิจ
• แม้การส่งออกโดยรวมเผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกันการค้าและเศรษฐกิจโลกชะลอ แต่การส่งออกสินค้าในบางหมวดและบริการ (โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้น) ยังขยายตัวพอช่วยพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้หดตัวแรงอย่างฉากทัศน์เสี่ยงที่เคยใช้ตอนหั่นคาดการณ์ลงเหลือราว 1–1.8%
• ภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยปี 2025 โตได้ประมาณ 2.4% ทั้งปี และไตรมาสล่าสุด 2.5% ซึ่ง “ดีกว่าคาด” เพราะตอนปรับลดคาดการณ์มาแถว 1% นั้น สถาบันต่างๆ สมมติว่าความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทรัมป์ขึ้นภาษี และส่งออกชะลอจะกดจีดีพีมากกว่านี้ แต่สุดท้ายดีมานด์ในประเทศและการลงทุนกลับมาทดแทนได้มากกว่า.[thebangkokjournal +3]
พูดสั้นๆ คือ คาด 1% เพราะกลัวปัจจัยลบต่างประเทศจะกดเศรษฐกิจแรง แต่ของจริงในประเทศ “แรงกว่าที่คิด” ทั้งบริโภค การลงทุน และการอัดฉีดจากภาครัฐ ทำให้จีดีพีออกมาราว 2.5% แทนที่จะใกล้ 1%
รัฐบาลอนุทินมีส่วนช่วยเสริม 3 ปัจจัยหลักดังกล่าว (บริโภคเอกชน 3.3%, ลงทุนเอกชนจาก BOI, ดีมานด์ในประเทศ+ลงทุน) อย่างไรก็ตาม NESDC ยก drivers หลักเป็นเอกชนและส่งออก โดยมาตรการรัฐช่วยเร่งแต่ไม่ใช่ต้นตอ
บริโภคเอกชน 3.3%
• มาจาก “buying frenzy” รถยนต์และการใช้จ่ายปลายปี โดยไม่ใช่แค่นโยบายรัฐ แต่ฐานจากรายได้ฟื้น ท่องเที่ยว (นักท่องเที่ยวต่างชาติ) และ sentiment ผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้นตั้งแต่ Q3
• รัฐช่วยเสริมด้วย co-payment 44 พันล้าน (50% 补贴 2,000 บาท/คน) คาดดัน GDP +0.22% แต่ตัวเลข 3.3% สูงจากดีมานด์ออร์แกนิกมากกว่า
ลงทุนเอกชนจาก BOI (EV/โรงงาน)
• BOI incentives (EV 3.0/3.5) เริ่มตั้งแต่ 2022-2024 สร้างลงทุนสะสม 140 พันล้านบาท ส่งผล EV จดทะเบียน 238,000 คัน ถึง ก.ย. 2025 โรงงาน BYD/Hyundai/Gotion เปิดก่อนรัฐบาลอนุทิน
• รัฐบาลนี้แค่ต่อยอด แต่พุ่งใน Q4 จากดีลเก่า ไม่ใช่ policy ใหม่ทั้งหมด
ดีมานด์ในประเทศ + ลงทุน
• NESDC ชี้ดีมานด์ในประเทศ (private consumption + investment) เป็นตัวหลัก โดยลงทุนรวมโต 8.1% (เอกชน 6.5%) จากภาคเอกชนนำ
• รัฐช่วยลงทุนรัฐ 13.3% ผ่านงบเบิกจ่ายปลายปี แต่เอกชนโตจาก FDI EV/อุตสาหกรรมที่ momentum มานาน
โดยรวม รัฐบาลอนุทินช่วย “เร่ง” Q4 ให้โตเกินคาด แต่ roots ของ 3 ปัจจัยนี้คือเอกชน+นโยบายเก่า ไม่ใช่ฝีมือสร้างใหม่ทั้งหมด
สรุปคือ รัฐบาลอนุทินและทีมเศรษฐกิจ (เอกนิติ, ศุภจี) ช่วยเร่ง Q4 ได้จริง แต่ฐานจากเอกชนและ momentum ปีก่อนสำคัญไม่แพ้กัน ดังนี้
1. ฝีมือรัฐบาล vs ปัจจัยแวดล้อม
ตัวเลขที่โตเกินคาดจาก 1% ไปเป็น 2.5% ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันคือ “จังหวะเวลาที่ลงตัว” ระหว่างนโยบายใหม่กับผลดอกออกผลจากนโยบายเดิม
ส่วนที่เป็น “ฝีมือ” ของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน
รัฐบาลชุดนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
• นโยบาย “Quick Big Win” และ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยอุดรอยรั่วของกำลังซื้อในระดับฐานรากได้ทันท่วงที ทำให้ GDP ไม่ทรุดไปตามการคาดการณ์เลวร้าย (Worst-case scenario) ที่ 1%
• การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่โตถึง 13.3% ใน Q4 ถือเป็นดัชนีชี้วัดโดยตรงถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงหลัก (เช่น คมนาคม หรือ มหาดไทย) ที่สามารถผลักดันงบประมาณลงสู่ระบบได้จริง
ส่วนที่เป็น “มรดกและโมเมนตัม”
ปัจจัยที่เป็นรากฐานที่ถูกวางไว้ก่อนหน้า
• BOI & EV Ecosystem: การลงทุนเอกชนที่โต 6.5% ส่วนใหญ่มาจากดีลโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BYD, Gotion) ซึ่งเป็นผลจากการเจรจาและสิทธิประโยชน์ (EV 3.0/3.5) ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2022-2024
• Organic Recovery: การบริโภคที่โต 3.3% ส่วนหนึ่งเกิดจาก “Pent-up Demand” หรือความต้องการค้างจ่ายของผู้บริโภคและภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวตามรอบเศรษฐกิจโลก
2. ทำไมตัวเลขถึง “ผิดคาด” ไปมาก (จาก 1% เป็น 2.5%)?
สาเหตุที่นักวิเคราะห์มองต่ำเกินไปในตอนแรกเป็นเพราะ
• ความกังวลเรื่องสงครามการค้าและการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงเกินจริงในตอนแรก
• ประเมิน “ผลคูณทวีคูณทางการคลัง” ของมาตรการรัฐต่ำไป
• ภาคเอกชนไทยมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะในหมวดส่งออกบางประเภทที่ยังประคองตัวได้
สรุป
“GDP ที่โต 2.5% คือผลลัพธ์ของการประสานพลังระหว่าง ‘โครงสร้างเดิมที่แข็งแกร่ง’ (การลงทุน EV/ท่องเที่ยว) กับ ‘มาตรการกระตุ้นที่ถูกที่ถูกเวลา’ (Quick Big Win) ของรัฐบาลอนุทิน หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวเลขอาจจะจบลงที่ 1.5 – 1.8% ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้แต่แรก”
การที่ GDP โต 2.5% (จากที่คาด 1%) ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ครับ แต่ในมุมมอง “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economy) นี่คือ “แต้มต่อทางการเมือง” (Political Capital) มหาศาลสำหรับรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล
1. เสถียรภาพรัฐบาล: ความชอบธรรมจากผลงาน
ความสำเร็จในการเร่งเบิกจ่ายงบ (ที่โต 13.3%) แสดงให้เห็นว่า นายกฯ อนุทิน และรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง มี “บารมี” และ “การจัดการ” (Management Skill) ที่สั่งการข้าราชการและพรรคร่วมได้จริง ทำให้เสถียรภาพในพรรคร่วมรัฐบาลปึกแผ่นขึ้น อำนาจต่อรองของภูมิใจไทยจะสูงขึ้นในการปรับครม. หรือจัดสรรงบปี 2026
2. ทิศทางนโยบายปี 2026: “Pop-Con Model”
เมื่อรัฐบาลเห็นว่า “ยาแรง” ในไตรมาส 4 ได้ผล (อัดฉีดเงิน + เร่งก่อสร้าง) ปี 2026 รัฐบาลมีแนวโน้มจะ “เบิ้ลเครื่อง” (Double Down) นโยบายเดิมเพื่อเลี้ยงกระแส
• ประชานิยมแบบมีเงื่อนไข:
โครงการลักษณะ “คนละครึ่งพลัส” จะถูกสานต่อหรือแปลงร่างเป็นชื่อใหม่ เพื่อรักษาคะแนนนิยมในระดับฐานราก โดยอ้างความสำเร็จจาก Q4/2025
• รัฐบาลนักลงทุน:
รัฐบาลจะใช้ความมั่นใจนี้ผลักดัน “เมกะโปรเจกต์” ที่ค้างท่อ โดยอ้างโมเมนตัมเศรษฐกิจ เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ (เช่น Landbridge หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่)
• นิรโทษกรรมทางเศรษฐกิจ:
อาจมีการผ่อนคลายกฎระเบียบ เพื่อเอื้อให้เอกชนลงทุนง่ายขึ้น โดยอ้างความจำเป็นในการรักษา GDP ให้โตต่อเนื่อง
บทสรุป:
“2.5% คือชัยชนะระยะสั้นของ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ที่ซื้อเวลาให้หายใจได้คล่องคอขึ้น แต่โจทย์หินของจริงคือปี 2026 รัฐบาลจะเปลี่ยน ‘ยาฉุกเฉิน’ (มาตรการกระตุ้น) ให้กลายเป็น ‘วิตามิน’ (โครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงจริง) ได้หรือไม่? หรือจะเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราวที่รอวันสลายไป?” ต้องติดตามกันต่อไป