Screenshot
หากพิสูจน์ได้ว่า Spectre C เป็นสื่อ พรรคประชาชนมีโอกาสที่จะโดนยุบสูงมาก
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
Spectre C เป็นเอเจนซี่ หรือเป็นส่วนขยายของพรรค?
กรณี Spectre C กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ร้อนแรง เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations หรือ IO) ที่พรรคใช้เป็นแขนขาในการปั่นกระแสโซเชียลมีเดีย เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอยุบพรรค และสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายที่พรรคการเมืองยุคดิจิทัลต้องเผชิญ
Spectre C ก่อตั้งโดยอดีตทีมงานพรรคก้าวไกลหลังการยุบพรรค โดยรับงานผลิตสื่อและพัฒนาระบบข้อมูลสมาชิก บริษัทตั้งอยู่บนชั้น 4–5 ของอาคารเดียวกับพรรคประชาชน ซึ่งแม้พรรคจะยืนยันว่าบริษัทเป็นนิติบุคคลเอกชนที่จดทะเบียนโดยชอบและรับงานภายนอกด้วย แต่ความเชื่อมโยงเชิงกายภาพและบุคลากรทำให้ยากจะมองข้ามข้อสงสัยได้
ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาในเวลาเดียวกันคือการเก็บข้อมูล Laser ID ของสมาชิกพรรค ซึ่งถึงแม้จะอ้างว่ามีการขออนุญาตตามขั้นตอน แต่ก็ถูกโยงเข้ากับข้อสงสัยเรื่องการสร้างฐานข้อมูลเพื่อปฏิบัติการทางไซเบอร์
แต่ประเด็นที่ “ใหญ่สุด” จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่คำว่า IO อย่างเดียว
มันอยู่ที่คำถามเดียวที่ศาล/กกต.ต้องตอบให้ได้ว่า….Spectre C เป็นเพียง “เอเจนซี่การเมือง” ที่รับจ้างทำสื่อเหมือนบริษัททั่วไป… หรือเป็น “ส่วนขยายของพรรค” ที่สวมหน้ากากบริษัทเอกชนเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ?
ประเด็นการครอบงำสื่อและพรรคการเมือง ถือเป็นจุดอันตรายที่สุดในคดีนี้ มาตรา 28 และ 29 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ห้ามมิให้บุคคลหรือนิติบุคคลภายนอกเข้ามาชี้นำกิจกรรมของพรรค และในทางกลับกันก็ห้ามพรรคใช้องค์กรภายนอกเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า Spectre C ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ข้อมูลข่าวสารให้พรรคในลักษณะที่แยกกันไม่ออก บทบัญญัติดังกล่าวจะถูกหยิบยกมาใช้ได้ทันที
รัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของกิจการสื่อ
ประเด็น IO กับกฎหมายเลือกตั้ง ถือเป็นประเด็นที่บทลงโทษรุนแรงที่สุด เพราะ พ.ร.ป. เลือกตั้งมาตรา 73(5) ห้ามใช้ข้อมูลเท็จจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
และหาก กกต. พบหลักฐานการรับเงินจากพรรคเพื่อทำ IO โจมตีผู้อื่นในช่วงใกล้เลือกตั้ง มาตรา 92 ของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองให้อำนาจ กกต. เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคได้โดยตรง
หัวใจของคดีนี้คือการตีความว่า Spectre C อยู่ในฐานะ “เอเจนซี่การตลาดปกติ” หรือ “ส่วนขยายของพรรคที่สวมหน้ากากบริษัทเอกชน”
ถ้าศาลเห็นว่าพรรคเพียงว่าจ้างบริษัทผลิตคอนเทนต์เช่นเดียวกับที่ธุรกิจทั่วไปทำ พรรคก็มีโอกาสรอดพ้น แต่ถ้าพบว่ามีการใช้บัญชีอวตารอย่างเป็นระบบ หรือโครงสร้างบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะ นั่นจะเป็นหลักฐานชี้ขาดที่มีน้ำหนักสูงมาก
สิ่งที่ทำให้คดีนี้ร้ายแรงกว่าข้อกล่าวหาทั่วไปคือการที่อดีต ส.ส. ซึ่งเคยอยู่ในพรรคออกมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง ตรงนี้แหละที่ “คำให้การคนใน” ถูกเอามาเพิ่มน้ำหนักทางการเมือง เช่น ธิษะณา ชุณหะวัณ ออกมาแฉว่าเป็นศูนย์ IO พยานจากภายในย่อมมีน้ำหนักในชั้นไต่สวนมากกว่าคำกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามโดยทั่วไป
ต้องพิสูจน์อะไรถึงจะ “ไปถึงยุบพรรค” ได้จริง?
โดยหลักแล้วต้องทำให้เห็นอย่างน้อย 2 ชั้นพร้อมกัน
ชั้นที่ 1: Spectre C เป็น “กิจการสื่อโดยพฤตินัย”
หลักฐานแบบที่ทำให้คำว่า “สื่อ” ติดตัวบริษัทได้ เช่น
• สัดส่วนรายจ่าย/รายได้ไปที่การผลิต-เผยแพร่สื่อเป็นหลัก
• ผลงาน/บริการหลักคือผลิตคอนเทนต์-เผยแพร่-ยิงแอด-ปฏิบัติการสื่อสารเป็นกิจวัตร
• รูปแบบการทำงานคล้ายสำนักสื่อ/เอเจนซี่สื่อมากกว่าบริษัทที่ปรึกษาเฉพาะทาง (ตามที่ถูกกล่าวหาในข่าว)
ชั้นที่ 2: พรรคหรือผู้มีอำนาจในพรรค “เป็นเจ้าของ/ควบคุม/สั่งการ” หรือใช้บริษัทเป็น “แขนขา” เพื่อทำสิ่งที่พรรคทำเองแล้วผิด/เสี่ยงผิด
นี่คือแก่นที่ทำให้กลายเป็น “คดีพรรค” ไม่ใช่ “คดีเอกชน”
• เส้นทางการเงิน: พรรคจ่ายอะไรให้บริษัทไหม จ่ายเพื่อทำอะไร
• เส้นทางอำนาจ: ใครสั่งงาน ใครกำกับยุทธศาสตร์สื่อ
• เส้นทางบุคคล: คนชุดเดียวกัน สลับบทบาทกันหรือไม่
• การใช้ทรัพยากรร่วม: สถานที่ ระบบข้อมูล อุปกรณ์ ฯลฯ
ทำไม “IO” ถึงเป็นรอง แม้ดูรุนแรงกว่าในความรู้สึก
IO เป็นตัวเร่งให้ไฟลุกก็จริง (โดยเฉพาะถ้าโยงเข้ากฎหมายเลือกตั้งเรื่องใส่ร้าย/ข้อมูลเท็จ) และเป็นเหตุให้เกิดแรงกดดันให้กกต.ต้องขยับ แต่ในเชิงคดี IO ต้องพิสูจน์ “ระบบปฏิบัติการ” และ “เจตนา” รวมถึง “การเชื่อมโยงกับพรรค” ให้แน่นซึ่งยากกว่าข้อหาเชิงสถานะอย่าง “กิจการสื่อ/การถือครอง-ควบคุม”
แล้ว Laser ID อยู่ตรงไหนของสมการ?
ประเด็น Laser ID โดยตัวมันเองมักเป็นเรื่องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเหมาะสมในการเก็บข้อมูล แต่ในเกมยุบพรรคมันทำหน้าที่เป็น “ตัวเสริมภาพ” ว่าองค์กรกำลังสร้างฐานข้อมูลเพื่อปฏิบัติการสื่อสารหรือระดมกำลัง มากกว่าจะเป็น “หัวหอกยุบพรรค”
จุดที่เสี่ยงสุดคือ “Spectre C ถูกตีความให้เป็น ‘บริษัทสื่อ’ และพรรคถูกพิสูจน์ว่า ‘เกี่ยวข้องในระดับเจ้าของ/ควบคุม/ใช้เป็นแขนขา’ เพราะมันเป็นข้อหาที่ พิสูจน์ได้ด้วยเอกสาร + โยงความรับผิดถึงพรรคได้ตรง + ผูกปลายทางไปสู่กระบวนการยุบพรรคได้ง่ายกว่า IO ในทางเทคนิคคดี
หาก กกต. หรือ ศาล ดู “ไส้ใน” ของบริษัท (รายรับ-รายจ่าย) แล้วเห็นว่ารายได้หลักมาจากพรรค และงานหลักคือทำสื่อ = จบชั้นที่ 1 (บริษัทนี้ไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย แต่เป็น Production House/Media Agency)
พิสูจน์ว่า “เอกชน” ถูก “พรรค” ครอบงำ ปกติต้องดูเส้นทางการเงิน (ซึ่งอาจจะแต่งบัญชีได้) แต่ “พยานบุคคล” ที่เคยทำงานอยู่ข้างใน จะเป็นกุญแจไขว่า “การสั่งการเกิดขึ้นจริง”
เมื่อ 1 + 2 มารวมกัน ศาลสามารถเขียนคำวินิจฉัยได้ว่า
“พรรคการเมืองกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ หรือ ยินยอมให้บุคคลอื่นครอบงำ โดยการจัดตั้งบริษัทสื่อขึ้นมาเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และใช้บริษัทนั้นเป็นเครื่องมือชี้นำสังคมในทางที่ผิด”
และถ้าเกิด “สองชั้น” นี้สำเร็จเมื่อไหร่ ข้อหา IO จะกลายเป็น ตัวเพิ่มโทษทางความชอบธรรม ที่ช่วยทำให้ศาลหรือสังคม “เชื่อ” ได้ง่ายขึ้นว่ามันไม่ใช่แค่การตลาดการเมืองธรรมดา แต่เป็นโครงสร้างปฏิบัติการข่าวสาร
เกมนี้จริง ๆ คือการแย่งกันนิยามคำว่า “สื่อ” กับ “เอเจนซี่การเมือง” และนิยามนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ย้อนกลับไปกระทบทุกพรรคในอนาคต ไม่ใช่แค่พรรคเดียว
IO เป็นแค่ “เชื้อเพลิง” ที่ทำให้สังคมโกรธ แต่ “ความเป็นเจ้าของสื่อ” คือ “กิโยติน” ที่ใช้ประหารพรรคในทางกฎหมาย